การบังคับใช้มาตรการ RFID ส่งผลให้ปริมาณขยะอาหารในกรุงโซลลดลงถึง 23.9% ในช่วงหนึ่งทศวรรษ จาก 3,181 ตันต่อวัน เหลือ 2,419 ตันต่อวัน ผลการศึกษาในอพาร์ตเมนต์ 5 แห่งของกรุงโซลพบว่า ปริมาณขยะอาหารลดลงเฉลี่ยสูงถึง 51% หลังจากประชาชนต้องจ่ายเงินตามน้ำหนักจริง ขณะที่แขวงชีฮึงพบว่าขยะลดลงถึง 41%
อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวเกาหลีใต้ยังคงสร้างขยะอาหารเฉลี่ย 95 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ทำให้ภาครัฐต้องเดินหน้าสร้างแรงจูงใจในการลดขยะต่อเนื่อง
ขยะอาหารที่ถูกรวบรวม จะถูกนำส่งไปยังสถานแปรรูปขยะขนาดใหญ่ของแต่ละพื้นที่ เช่น ศูนย์หมุนเวียนทรัพยากรเขตกังดง ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้ใต้ดินทั้งหมดเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวน โดยขยะอาหารจะผ่านกระบวนการบด คัดแยกสิ่งแปลกปลอม เช่น เศษโลหะหรือถุงตาข่ายใส่ผักผลไม้ บีบอัดสกัดน้ำ และอบแห้งเพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าอื่น ๆ โดย 42% ของขยะอาหารที่นำกลับมารีไซเคิลถูกเปลี่ยนเป็นอาหารไก่ 33% ถูกทำเป็นปุ๋ยหมัก และ 16% ถูกนำไปผลิตก๊าซชีวภาพ
ขณะที่ ศูนย์ชีวพลังงานแทจอน ทางตอนกลางของเกาหลีใต้ ทำหน้าที่แปรรูปทั้งขยะอาหารก้อนและน้ำชะขยะผ่านระบบย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน โดยสามารถหมุนเวียนขยะที่รับมา 70-75% ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของครัวเรือนราว 6,000 ครัวเรือนต่อวัน ปัจจุบันเกาหลีใต้มีโรงงานแปรรูปพลังงานลักษณะนี้มากกว่า 340 แห่งทั่วประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้าลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลคิดเป็นมูลค่ากว่า 5,558 ล้านบาทภายในปี 2026
ถึงกระนั้น การบริหารจัดการระบบขยะอาหารยังคงสร้างภาระงบประมาณสูงถึง 14,499 ล้านบาท อีกทั้งยังมีต้นทุนจัดเก็บและแปรรูปขยะอาหารสูงถึง 13 ล้านดอลลาร์ ในปี 2024 เมื่อรวมมูลค่าความสูญเสียทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ต้นทุนสุทธิสูงถึงเกือบ 24,165 ล้านล้านบาทต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากขยะอาหารยังคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-10% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของประเทศเกาหลีใต้
ในเดือนธันวาคม 2025 กรุงโซลจึงได้เปิดตัวนโยบาย “ระบบคะแนนลดขยะอาหาร” ผ่าน ระบบ Eco Mileage System โดยครัวเรือนที่ใช้ถังขยะ RFID และสามารถลดขยะอาหารลงได้ระหว่าง 10-30% ขึ้นไปเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จะได้รับคะแนนสะสมสูงสุด 5,000 คะแนน (มูลค่าประมาณ 120 บาท) สำหรับใช้ชำระค่าน้ำ ค่าแก๊ส ค่าส่วนกลาง หรือแลกเป็นบัตรกำนัลท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนฉลากวันหมดอายุจาก “ควรบริโภคก่อน” เป็น “วันหมดอายุจริง” ในปี 2023 เพื่อลดการทิ้งอาหารที่ยังรับประทานได้
ควอน มิน หัวหน้า สำนักภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกรุงโซล กล่าวว่า “การลดขยะอาหารเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สามารถทำได้จริงในชีวิตประจำวัน และเห็นผลมากที่สุดสำหรับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและลดต้นทุนการจัดการขยะของประชาชน”
ขณะที่ จู มุนซล นักวิจัยอาวุโสจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมเกาหลี กล่าวว่า “เกาหลีใต้มีความก้าวหน้าอย่างมากในการรีไซเคิลขยะอาหาร แต่ขณะนี้เรากำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเทคโนโลยีและนโยบายใหม่ ๆ จะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้านี้ไปได้ไกลยิ่งขึ้น”
การจัดการขยะของเกาหลีใต้ กลายเป็นโมเดลให้แก่หลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนำไปปรับใช้ เช่น นครนิวยอร์กออกกฎหมายบังคับแยกขยะอาหารในเดือนตุลาคม 2024 ครอบคลุม 3.4 ล้านครัวเรือน และติดตั้งถังหมักอัจฉริยะพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 400 จุด ทั้งนี้นิวยอร์กยังเจอกับปัญหาหนูเกลื่อนเมือง และประชาชนยังไม่ให้ความสำคัญ ทำให้รีไซเคิลขยะอาหารได้เพียงประมาณ 9% ของปริมาณขยะอาหารครัวเรือนทั้งหมด 1.5 ล้านตันต่อปี
ที่มา: BBC, The Guardian, The Earthbound, The Korea Herald, The Straits Times

