KEY POINTS
แม้กรมการค้าภายใน จะมีมาตรการควบคุมราคาสินค้า โดยออกมาประกาศห้ามผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า ปรับขึ้นราคาโดยอ้างตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าควบคุมจำนวน 59 รายการ อาทิ เนื้อสัตว์และไข่, นมผง นมสด, ปลากระป๋อง, เครื่องปรุงและอาหารแห้ง, สินค้าเกษตร, สบู่, แชมพู, ผงซักฟอก ฯลฯ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมาย ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

เชลฟ์ขายสินค้าในร้านโชห่วย
แต่พบว่าด้วยต้นทุนการดำเนินงาน วัตถุดิบ ตลอดจนค่าพลังงาน ค่าขนส่ง ฯลฯ ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่บางสินค้าทยอยปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วงกลางปี ล่าสุดพบว่าในกลางเดือนกันยายน ผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าขึ้นอีกครั้ง
ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ 3 in 1, ปลากระป๋อง, สบู่, ยาสีฟัน, แป้งฝุ่น ปรับขึ้นราคา 5-10% ขณะที่ ผงชูรสขนาด 80 กรัมขึ้นราคา 5 บาทต่อซอง ส่วน ขนาด 250 กรัมและ 500 กรัมขึ้นราคา 10 บาทต่อซอง ส่วนธัญพืชขนาด 100 กรัมราคาคงเดิม ส่วนขนาด 500 กรัมปรับขึ้น 10 บาทต่อซอง, เครื่องปรุงรส ปรับขึ้นราคา 5-10 บาท ขณะที่บางสินค้าแจ้งราคาใหม่ และจะเริ่มมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ล่าสุด (24 กันยายน 2569)นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับขึ้นราคา 5–10% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ว่า จากการลงพื้นที่และตรวจสอบข้อมูลกับผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีรายงานหรือสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้า
ทั้งนี้กรมฯยังมีการติดตามและกำกับดูแลกลุ่มสินค้าบริโภคที่จำเป็นอย่างใกล้ชิด จำนวนทั้งสิ้น 16 รายการ แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้ประกอบการยื่นขอปรับขึ้นราคาเข้ามา แต่กรมการค้าภายใน ยังไม่ได้อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาแก่ผู้ประกอบการ
ส่วนกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีควบคุม 16 รายการนั้น จากการรวบรวมข้อมูลและติดตามสภาวะตลาดในปัจจุบัน ก็ยังไม่พบข้อมูลหรือรายงานระบุว่าจะมีสินค้าตัวใดแจ้งปรับขึ้นราคาในระยะนี้เช่นกัน
นายวิทยากร กล่าวว่า สำหรับประเด็นข่าวการปรับขึ้นราคา 5–10% ในตลาดขอชี้แจงว่า อาจเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
1.การปรับลดหรือเปลี่ยนรูปแบบโปรโมชั่น ขอผู้ประกอบการบางรายเช่น จากเดิมเคยจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 หรือซื้อ 3 แถม 1 กลับมาจำหน่ายในราคาปกติ ซึ่งเมื่อคำนวณราคาเฉลี่ยต่อหน่วยแล้ว อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกว่าสินค้าแพงขึ้นทั้งที่ราคาฐานของสินค้านั้นไม่ได้ปรับขึ้น
2.มีการปรับราคาขายจริงแต่อยู่ภายใต้กรอบเพดานราคา สินค้าบางรายการมีกรอบเพดานราคาควบคุมอยู่ เช่น เพดานกำหนดไว้ที่ 60 บาท แต่เดิมผู้ประกอบการจำหน่ายจริงในราคา 50 บาท หากปรับขึ้นมาเป็น 52–55 บาท ก็ยังถือว่าอยู่ภายใต้กรอบราคาเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้ ซึ่งในกรณีนี้ผู้ประกอบการเพียงแค่แจ้งให้กรมฯ ทราบ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุมัติใหม่
ทั้งนี้ภาพรวมราคาสินค้าในตลาดขณะนี้ยังอยู่ในภาวะทรงตัว ซึ่งกลไกการแข่งขันในตลาดจะทำงานโดยธรรมชาติ หากผู้ประกอบการรายใดปรับลดโปรโมชั่นลงมากเกินไป ผู้บริโภคก็จะหันไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งที่ยังคงจัดโปรโมชั่นอยู่
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในกำลังดำเนินงานควบคู่กับมาตรการ “ไทยช่วยไทย” โดยเตรียมสรุปแผนโครงการจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพประชาชนร่วมกับรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนต่อไป

ร้านขายไข่ไก่ในตลาดสด
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สำรวจราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาเนื้อสัตว์ (หมู เนื้อไก่) ไข่ไก่ มีรายละเอียดดังนี้ หมูเนื้อสันใน 165 บาท/กิโลกรัม, หมูเนื้อสันนอก 155 บาท/กิโลกรัม,หมูเนื้อสามชั้น 182.5 บาท/กิโลกรัม, เนื้อไก่ น่อง สะโพก 95 บาท/กิโลกรัม, ปีกไก่ 95 บาท/กิโลกรัม, เนื้ออก95 บาท/กิโลกรัม, ไข่ไก่ เบอร์ 0 ราคา 5.19บาท/ฟอง, ไข่ไก่ เบอร์ 1 ราคา4.9 บาท/ฟอง, ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคา4.59 บาท/ฟอง, ไข่ไก่ เบอร์ 3 ราคา 4.35 บาท/ฟอง
ขณะที่นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ราคาสินค้าที่มีแนวโน้มปรับขึ้น กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ต้นทุนอาหารสดและอาหารแห้งยังมีการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล โดยช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนและอาจเกิดน้ำท่วม ราคาผักบางชนิด
เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้ง และคะน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนเนื้อสัตว์ยังค่อนข้างทรงตัว ส่วนกลุ่มที่น่าจับตาคืออาหารทะเล เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการออกประมงและค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มซีฟู้ดปรับตัวสูงขึ้นตาม
รวมไปถึงราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี คาดว่าไตรมาส 4 นี้ ร้านอาหารมีแนวโน้มปรับราคาจำหน่ายอาหาร 5-10%
แต่จะไม่ใช่การปรับขึ้นราคาทั้งหมดทุกรายการ โดยผู้ประกอบการจะเลือกปรับเฉพาะเมนูที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมนูอาหารทะเล ขณะที่เมนู อื่นร้านอาหารจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนไว้เอง ร้านเองคงไม่ปรับขึ้นทั้งแผง เพราะกลัวจะเสียฐานลูกค้าที่กำลังซื้อน้อยอยู่แล้ว