KEY POINTS
หลังจากการประชุมครั้งแรกของคณะผู้ประนอม (Conciliation Commission) ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชา กับราชอาณาจักรไทย ภายใต้ภาคผนวกที่ 5 (Annex V) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 14–16 กันยายน 2026 สิ้นสุดลง
นายบัณฑิต ศรีภา อดีตกัปตันเรือเดินสมุทรและนักวิเคราะห์นโยบายทางทะเลและโลจิสติกส์วิเคราะห์คำแถลงเปิดกระบวนการ (Opening Statements) ของทั้งสองประเทศว่า มีความแตกต่างอยู่ที่ลำดับของการแก้ปัญหา โดยไทยต้องการให้กำหนดเส้นเขตแดนให้เสร็จก่อน หากภายหลังพบว่าทรัพยากรใต้ทะเลคร่อมเขตแดน จึงค่อยพิจารณา Special Regime หรือกติกาพิเศษเพื่อพัฒนาทรัพยากรร่วมกัน
ในขณะที่Opening Statement ของกัมพูชา ระบุเป้าหมายหลักต้องการจัดทำสนธิสัญญากับไทยเพื่อกำหนด “a single, all-purpose maritime boundary between the two States” หรือเส้นเขตแดนทางทะเลเส้นเดียวสำหรับทุกวัตถุประสงค์
แต่หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องเขตแดนได้ กัมพูชาเสนอทางเลือก Joint Development และการแบ่งปันทรัพยากรอย่างเป็นธรรมระหว่างรอข้อตกลงเขตแดนขั้นสุดท้าย
แนวทางของกัมพูชาต่างออกไปจากแนวทางของประเทศไทย เพราะเปิดทางให้มีการพัฒนาร่วมกันได้ในระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเส้นเขตแดนได้ ซึ่งนายบัณฑิตมองว่า นี่คือประเด็นที่ต้องติดตามว่าคณะผู้ประนอมจะวางกรอบกระบวนการไว้อย่างไร
สำหรับบรรยากาศหลัง Opening Statement นายบัณฑิตประเมินว่า การประชุมครั้งแรกอาจเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายเตรียมตัวมาแตกต่างกัน โดยฝ่ายไทยคาดว่ากัมพูชาอาจมีท่าทีแข็งกร้าว จึงเตรียมถ้อยแถลงในลักษณะตอบโต้ ขณะที่กัมพูชากลับแสดงท่าทีที่เน้นการประนอมมากกว่า ทำให้เชื่อว่า ในการประชุมครั้งต่อไปประเทศไทยจะลดความแข็งกร้าวลง และเข้าสู่การเจรจามากขึ้น
ทั้งนี้ การประชุมครั้งแรกยังไม่มีข้อยุติเรื่องเส้นเขตแดน และยังไม่มีรายละเอียดการหารือในสาระสำคัญของข้อพิพาทที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงยังไม่ควรสรุปว่าฝ่ายใดได้เปรียบ หรือคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทเห็นชอบกับข้อเสนอของฝ่ายใด
นายบัณฑิตมองว่า การประชุมครั้งต่อไปจะเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าคณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาท (Conciliation Commission) จะกำหนดโจทย์ให้กระบวนการเดินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะขอบเขตอำนาจและประเด็นที่สามารถนำเข้าสู่การประนอมได้
หากกระบวนการมุ่งเน้นที่การกำหนดเขตแดนทางทะเล การเจรจาจะอยู่บนโจทย์เรื่องการแบ่งเขตแดนเป็นหลัก แต่หากเปิดพื้นที่ให้พิจารณา Joint Development หรือกลไกชั่วคราวระหว่างรอการกำหนดเส้นเขตแดน จะส่งผลให้รูปแบบการเจรจากว้างขึ้น
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ หากมีการนำเรื่องเขตแดนบนบกหรือพื้นที่เกาะกูดเข้ามาเกี่ยวข้อง จะต้องพิจารณาว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของ Commission ภายใต้ UNCLOS หรือไม่ โดยนายบัณฑิตให้ความเห็นว่า หากประเด็นดังกล่าวอยู่นอกขอบเขต ไทยมีสิทธิ์โต้แย้งเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะผู้ประนอม
นายบัณฑิตกล่าวว่า อีกจุดที่น่าสนใจคือ การที่กัมพูชาเลือกจะกล่าวถึง Franco-Siamese Convention of 1904, Treaty of 1907 และแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามเอกสารเหล่านั้นใน Opening Statement ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าเอกสารดังกล่าวจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับการกำหนดเขตทางทะเลอย่างไร
โดยเฉพาะหากมีการนำประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่เกาะกูด หรือเขตแดนบนบกเข้ามาประกอบการอธิบายแนวทางลากเส้นทางทะเล ประเด็นนี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกำหนดขอบเขต และอำนาจของกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม นายบัณฑิตชี้ว่า ข้อตกลงทางประวัติศาสตร์ในช่วงปี 1904 และ 1907 เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนและแลกเปลี่ยนดินแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
จากข้อตกลงดังกล่าว เกาะกูดเป็นดินแดนของไทยอย่างสมบูรณ์ โดยไทยได้ยกดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศส อาทิ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ขณะที่ฝรั่งเศสได้ยก "เกาะกูด" คืนให้แก่ไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงสถานะของเกาะกูด ที่กัมพูชาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาอ้างสิทธิ์เหนือเกาะกูด