อุทัยวรรณ บัวเขียว
Yesterday

‘ไทยช่วยไทยพลัส’ พยุงกำลังซื้อ ‘คลัง’ ชง ครม.วันนี้ อัดงบฯต่อมาตรการ 2 เดือน

KEY POINTS



  • กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อพยุงกำลังซื้อของประชาชน

  • เสนอขยายระยะเวลาโครงการออกไปอีก 2 เดือน คือในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน โดยจะใช้งบประมาณที่เหลือจากโครงการเดิม

  • มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและวิกฤตราคาพลังงาน


วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางกระทบไทยต่อเนื่อง ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง โดยเฉพาะการพึ่งพลังงานนำเข้า และทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งได้ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท ใช้เยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติราคาพลังงาน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 19 พ.ค.2569 ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน” วงเงิน 176,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่


1.) โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 18,800 ล้านบาท


2.) โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการวงเงิน 36,900 ล้านบาท 


3.) โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2569 และกระทรวงการคลังเสนอ ครม.วันที่ 22 ก.ย.2569 ต่ออายุมาตรการอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) โดยใช้วงเงินที่เหลือ


ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง รายงานข้อมูลถึงวันที่ 20 ก.ย.2569 โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีผู้ได้รับสิทธิ์ 26.04 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวม 163,000 ล้านบาท แบ่งเป็นประชาชนใช้จ่าย 69,500 ล้านบาท และรัฐบาลร่วมจ่าย 94,000 ล้านบาท ร้านค้าร่วมโครงการ 1.077 ล้านร้านค้า


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเสนอต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทยพลัส 2 เดือน โดยโครงการนี้ช่วยประชาชนและร้านค้ารายย่อยในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งรับผลกระทบนโยบายภาษีสหรัฐและราคาพลังงาน


‘ไทยช่วยไทยพลัส’ พยุงกำลังซื้อ  ‘คลัง’ ชง ครม.วันนี้ อัดงบฯต่อมาตรการ 2 เดือน


“การดึงลูกค้ามาให้อย่างเดียวอาจไม่พอจึงนำความรู้ เทคโนโลยี และการปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลมอบให้ผู้ประกอบการจึงเป็นที่มาการสอนใช้งานระบบขายหน้าร้านและบริหารจัดการร้านค้าแบบครบวงจร (POS) และเชื่อมร้านค้าเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Line Man และ Wongnai พิสูจน์แล้วว่ารักษายอดขายดีไว้ได้ต่อเนื่องแม้จบโครงการแล้ว”นายเอกนิติ กล่าว


ยก AI ต่อยอดผู้ประกอบการ


สำหรับข้อดีของการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับผู้ประกอบการ เช่น ระบบ “Genie” หรือนกกระซิบช่วยบริหารจัดการร้านค้ามีประสิทธิภาพขึ้น โดย AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ข้อมูลยอดขาย คาดการณ์ช่วงเวลาขายดี และคำนวณต้นทุนต่อหน่วย ช่วยให้ร้านค้าวางแผนจัดเก็บสต็อกสินค้าทำให้ผู้ประกอบการดีขึ้น แต่ยังขายเก่งขึ้นจากการใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการ


นอกจากนี้ โครงการมุ่งอำนวยความสะดวกการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งการนำธนาคารและสถาบันการเงินมาให้บริการบนแอปพลิเคชัน เช่น ถุงเงิน และ Line Man ทำให้ยื่นขอสินเชื่อนกกระซิบได้ทันที โดยใช้ข้อมูลธุรกรรมในระบบ อีกทั้งจับมือบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์


“เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนำความรู้และเทคโนโลยีมาอัพสเกลให้พ่อค้าแม่ค้า เพื่อช่วยให้พ้นวิกฤติเศรษฐกิจและเมื่อผ่านพ้นวิกฤติไปแล้วผู้ประกอบการและคนไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง” นายเอกนิติ กล่าว


ยืนยันไม่ใช้เงินกู้ลดสรรพสามิตน้ำมัน


สำหรับข้อเสนอนำเงินกู้ที่เหลือในส่วนการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางมาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันโดยเห็นว่าไทยมีเครื่องมือดูแลราคาพลังงาน 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 2.การขอความร่วมมือนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน และ 3.การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน





“ที่ผ่านมายังไม่นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้เพราะจะทำให้รายได้รัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังสูงและทำให้รัฐบาลต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี” นายเอกนิติ กล่าว


ทั้งนี้ หากต้องนำเครื่องมือภาษีสรรพสามิตมาใช้จะพิจารณาเงื่อนไขให้เน้นน้ำมันให้บางประเภท เช่น E20 และ B20 ที่มีส่วนผสมเอทานอลและไบโอดีเซลสูง เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกกับเกษตรกร


“เอกนิติ”ย้ำวินัยการคลังจำเป็น


นายเอกนิติ กล่าวว่า การรักษาวินัยทางการคลังต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยปีงบประมาณ 2569 จะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 ไทยมีวงเงินกู้คงเหลือจำกัดเพียง 10,000 กว่าล้านบาท โดยหากลดภาษีแบบไม่ระมัดระวังอาจกระทบฐานะการคลังและก่อให้เกิดวิกฤติการคลังหรือวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ สำหรับปีงบประมาณถัดไปจะประเมินช่องว่างการคลังอีกครั้ง


“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดีโดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว


บสย.ชง ครม.ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย


นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย.เตรียม โครงการ ค้ำประกันสินเชื่อ 2 รูปแบบ คือ


1.) โครงการโอกาสมุ่งช่วยเหลือกลุ่มพ่อค้าแม่ขายที่ขาดหลักประกันหรือคนค้ำประกันและค้าขายบนแพลตฟอร์ม โดยค้ำประกันสินเชื่อตั้งแต่วงเงิน 5,000 บาท ถึงสูงสุด 50,000 บาทต่อราย ซึ่งสถาบันการเงินที่เข้าร่วมบนแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมการค้ำประกันให้ผู้ประกอบการตลอด 4 ปี


2.) การรองรับร้านค้าที่ต้องการวงเงินค้ำประกันสูงขึ้น โดยเปิดค้ำประกันสูงสุดต่อรายได้ถึงหลักล้านบาท ผ่านความร่วมมือสถาบันการของรัฐ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และกลุ่ม Non-bank ที่จะมาร่วมช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม


ส่วน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ บสย.เตรียมวงเงินค้ำประกันไว้รวม 2,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายอนุมัติค้ำประกันเฉลี่ยรายละ 20,000 บาท ซึ่งคาดว่าช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ 100,000 ราย


ทั้งนี้ การพาผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบออนไลน์จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงร้านค้าได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสให้ยอดขายเติบโต และช่วยให้ภาครัฐเข้าถึงเพื่อช่วยเหลือทั้งฝั่งดีมานด์และซัพพลายได้เร็วขึ้นเมื่อมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยโครงการดังกล่าวจะเสนอ ครม.วันที่ 22 ก.ย.2569


 





เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.