ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เปิดรับทุกโครงการ” กับ “ปิดประตูการลงทุน” ทางออกคือกติกาที่ชัด โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยให้ความปลอดภัยและความรับผิดชอบเป็นใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจ และให้คุณค่าที่สร้างแก่ประเทศไทยเป็นใบอนุญาตให้เติบโต
ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบการเงิน โรงงานอัจฉริยะ และบริการสาธารณะ แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ระบบสายส่ง และเชื้อเพลิงสำรองจำนวนมาก การกำกับดูแลจึงต้องมองทั้งความปลอดภัย ผลกระทบสะสม ความมั่นคงของระบบ และผลตอบแทนที่คนไทยได้รับจากทรัพยากรที่ประเทศจัดสรรให้ ไม่ใช่วัดเพียงมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนงานประจำ
ช่วงเวลาที่คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์กำลังวางกรอบใหม่ เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นพร้อมกันทั้งต่อประชาชนและนักลงทุน กติกาที่ดีต้องจัดการผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง แต่ไม่ทำให้ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานสูงเผชิญใบอนุญาตซ้ำซ้อน เงื่อนไขย้อนหลัง หรือเกณฑ์ที่เปลี่ยนโดยคาดการณ์ไม่ได้ ข้อเสนอเชิงปฏิบัติมี 5 เรื่องสำคัญ

ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ครับ

ภาพสรุป 5 มาตรการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศไทย
รัฐควรกำหนดนิยามและประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ให้ชัดตามขนาด กำลังไฟ ลักษณะบริการ การใช้น้ำ และเชื้อเพลิงสำรอง แล้วใช้ Project ID เดียวเชื่อม BOI กสทช. หน่วยงานอาคาร ผังเมือง สิ่งแวดล้อม พลังงาน ไฟฟ้า และประปา พร้อมมีหน่วยงานเจ้าภาพประสานการอนุมัติ ระบบ One Stop เช่นนี้ไม่ลดมาตรฐาน แต่ลดความซ้ำซ้อน ทำให้รัฐเห็นภาพรวม ตรวจพบผู้ไม่ได้รับอนุญาต และทำให้นักลงทุนทราบเงื่อนไข เวลา และผู้รับผิดชอบอย่างแน่นอน
การประเมินอาคารหนึ่งแห่งอาจไม่เห็นผลกระทบเมื่อหลายโครงการอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงควรใช้ SEA วางแผนพื้นที่รองรับ ความสามารถของไฟฟ้าและน้ำ ความเสี่ยงน้ำท่วม มลพิษ เสียง ความร้อน และผลต่อชุมชน แล้วใช้ EIA หรือมาตรการเทียบเท่ากับโครงการที่เกินเกณฑ์ความเสี่ยง โดยพิจารณากำลังไฟ ปริมาณน้ำ เชื้อเพลิง และความอ่อนไหวของที่ตั้ง แทนการบังคับแบบเดียวกับทุกขนาด
ควรแบ่งสิ่งที่ไทยพร้อมทำได้ทันที เช่น งานโยธา ระบบไฟฟ้า สายสัญญาณ ความปลอดภัย การบำรุงรักษาและบริหารอาคาร; สิ่งที่พัฒนาได้ใน 3-5 ปี เช่น การประกอบสวิตช์เกียร์ ระบบโมดูลาร์ ระบบทำความเย็น BESS และการซ่อมปรับสภาพ; กับเทคโนโลยีเฉพาะระดับโลก เช่น GPU เซิร์ฟเวอร์ และชิ้นส่วน liquid cooling ซึ่งควรใช้การถ่ายทอดทักษะ การรับรองผู้ขาย และความร่วมมือกับผู้ผลิต มากกว่าบังคับสัดส่วนเดียวกับสินค้าทุกประเภท แนวทางนี้สร้างมูลค่าเพิ่มจริงและลดความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของระบบและพันธกรณีการค้า
เมื่อกำลังไฟมีจำกัด รัฐไม่ควรใช้หลักมาก่อนได้ก่อนหรือดูเฉพาะเงินลงทุน ควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเป็น Licence to Operate แล้วใช้คะแนนมูลค่าเศรษฐกิจไทยประกอบการขยายกำลังหรือให้สิทธิประโยชน์ โดยวัดประสิทธิภาพพลังงานและน้ำ พลังงานสะอาด ความยืดหยุ่นของโหลด การจัดซื้อจาก SME ไทย งานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบนิเวศคลาวด์และ AI ความมั่นคงไซเบอร์ และประโยชน์ต่อชุมชน ทุกตัวชี้วัดต้องมีหลักฐานและติดตามตลอดอายุโครงการ เป้าหมายจึงไม่ใช่จำนวนเมกะวัตต์ที่อนุมัติ แต่คือคุณค่าต่อประเทศที่เกิดจากทุกเมกะวัตต์
ระยะ 0-6 เดือนควรขึ้นทะเบียนและตรวจใบอนุญาต ระบบดับเพลิง เชื้อเพลิง และความเสี่ยงต่อชุมชน; ระยะ 6-18 เดือนจัดทำฐานข้อมูล เส้นฐาน และทดลองเกณฑ์; ระยะ 18-36 เดือนใช้ข้อกำหนดใหม่กับโครงการใหม่และการขยายกำลัง; และระยะ 36-60 เดือนยกระดับโครงการเดิมตามความเป็นไปได้ทางเทคนิค โครงการที่ลงทุนโดยสุจริตควรได้รับความแน่นอนตามหลักเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ควรได้รับยกเว้นจากอันตรายเร่งด่วน
ไทยสามารถผสานกรอบรายงานและ SEA ของสหภาพยุโรป การพิจารณาข้อจำกัดระบบไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนของไอร์แลนด์ เกณฑ์ PUE-CUE-WUE ของมาเลเซีย การจัดสรรกำลังรองรับแบบแข่งขันของสิงคโปร์ และช่วงเปลี่ยนผ่านของเยอรมนี ขณะเดียวกัน Local Content ต้องสอดคล้องกับ WTO TRIMs และการแข่งขันที่เป็นธรรม เพราะโครงสร้างไฟฟ้า ผังเมือง ห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อมของไทยแตกต่างจากแต่ละประเทศ
ผู้ประกอบการทุกคนต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำด้านกฎหมาย ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อชุมชน ส่วนโครงการที่ต้องการขยายกำลัง รับสิทธิประโยชน์ หรือเข้าถึงทรัพยากรที่มีจำกัด ต้องพิสูจน์คุณค่าทางเศรษฐกิจที่วัดและตรวจสอบได้ แนวทางนี้ทำให้ไทยได้ทั้งความเชื่อมั่นของชุมชน ความแน่นอนของนักลงทุน โอกาสของ SME งานทักษะสูง พลังงานสะอาด และระบบนิเวศ AI ที่แข็งแรง เป้าหมายไม่ใช่การมีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด แต่คือการทำให้ทุกแห่งใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบและสร้างผลตอบแทนต่อประเทศไทยให้สูงที่สุด