นอกจากช่วยลดต้นทุนแล้ว การเปลี่ยนมาใช้อาหารปลาจากชิ้นส่วนไก่ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างมีนัยสำคัญ เลียม คาร์ อาจารย์อาวุโสจากโรงเรียนภูมิศาสตร์ มหาวิทยาลัยกัลเวย์ ระบุว่า การนำเศษไก่มาทำอาหารปลามีความยั่งยืนสูงมาก เนื่องจากชิ้นส่วนขยะเหล่านี้จะถูกนำไปเผาทำลายหากไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ ที่สำคัญ การใช้อาหารไก่ยังช่วยลดการจับปลาทะเลขนาดเล็กตามธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร
ทางด้าน โซฟี ไรอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนโลก กล่าวว่า “ผงโปรตีนและน้ำมันสัตว์ปีกผลิตมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่มนุษย์ไม่รับประทาน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะถูกทิ้งลงบ่อขยะอย่างสูญเปล่า การนำกลับมาใช้ช่วยลดรอยเท้าทางสิ่งแวดล้อม และยกระดับการหมุนเวียนทรัพยากร ขณะที่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการของปลาไว้”
อีกทั้ง การใช้สัตว์ปีกยังเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าการใช้ถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบอาหารปลาอีกชนิดหนึ่ง ที่เป็นสาเหตุหลักของการตัดไม้ทำลายป่าในอเมริกาใต้
ชิ้นส่วนไก่ที่เหลือจากการบริโภคในสหราชอาณาจักร จะถูกขนส่งไปยัง ประเทศนอร์เวย์ เพื่อแปรรูปเป็นเม็ดอาหารปลา จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงปลาแซลมอน แล้วส่งออกปลาแซลมอนกลับมาจำหน่ายยังซูเปอร์มาร์เก็ตในอังกฤษ อลิสแตร์ คอลลินส์ กรรมการ บริษัท JG Pears ผู้แปรรูปผลพลอยได้จากสัตว์ ได้กล่าวว่า “ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากฟาร์มแซลมอนช่วยผลักดันให้มูลค่าของเศษไก่สูงขึ้น และทำให้อุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกลายเป็นตลาดที่สำคัญมาก”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากทัศนคติของผู้บริโภค โดยผลการศึกษาของ ฟลอร็องต์ โกวาแอร์ทส์ นักวิจัยจาก สถาบันวิจัยอาหารนอฟิมา พบว่าผู้บริโภคในอังกฤษและฝรั่งเศสจำนวนมากยังคงรู้สึกว่าการให้ปลาแซลมอนกินเนื้อไก่เป็นเรื่อง “ผิดธรรมชาติและน่ารังเกียจ”
ความกังวลนี้ ส่งผลให้เกิดนโยบายที่ขัดแย้งกันในกลุ่มห้างค้าปลีก โดยซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Waitrose และ Sainsbury's ยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ใช้วัตถุดิบจากสัตว์ปีก ในอาหารสำหรับปลาแซลมอนแบรนด์ของตนเอง ขณะที่ Tesco และ Asda ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น
ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายติดฉลากอาหารในปัจจุบัน ไม่ได้บังคับให้ผู้ค้าปลีกต้องระบุส่วนผสมของอาหารสัตว์บนบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคแทบไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าปลาแซลมอนที่ตนซื้อถูกเลี้ยงด้วยไก่หรือไม่
ด้วยความไม่ชัดเจนบนฉลากสินค้า ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอาหารจึงออกมาเรียกร้องสิทธิของผู้บริโภค ฮีเธอร์ ริตชี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการประมงและค้าปลีก ให้ความเห็นว่าผู้บริโภคควรมีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตนเอง และไม่ควรต้องสืบหาห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดด้วยตนเองว่าอาหารผลิตมาอย่างไร
ด้าน จัสติน บัตเลอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก กลุ่มรณรงค์สิทธิสัตว์ Viva! กล่าวเสริมว่า “ผู้บริโภคที่พยายามหลีกเลี่ยงเนื้อไก่เนื่องจากความกังวลด้านสวัสดิภาพสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม สมควรได้รับแจ้งข้อมูลอย่างสมเหตุสมผล เพื่อให้สามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างถูกต้อง”
แม้การนำชิ้นส่วนไก่มาทำเป็นอาหารปลา จะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนและวิกฤตปลาป่นขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ เลียม คาร์ เตือนว่าประโยชน์นี้ไม่อาจแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรวมของฟาร์มเลี้ยงปลาในกระชังเปิดได้ ทั้งเรื่องโรคระบาดและปลาหลุดสู่ธรรมชาติ ถึงกระนั้น ท่ามกลางความต้องการบริโภคปลาแซลมอนและเนื้อไก่ทั่วโลกที่เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง นวัตกรรมอาหารสัตว์หมุนเวียนจากเศษไก่ทิ้งจะกลายเป็นกลไกสำคัญ ที่อุตสาหกรรมประมงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต
ที่มา: Financial Times, Independent, Investing, The Journal
