อุทัยวรรณ บัวเขียว
Yesterday

รัฐบาลไฟเขียวรื้อภาษีรถยนต์ EV ยกแผง สรรพสามิตจ่อรีดนำเข้าสูงสุด


KEY POINTS





  • ครม. เห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและลดการพึ่งพาการนำเข้า

  • กรมสรรพสามิตเตรียมปรับขึ้นอัตราภาษีรถยนต์นำเข้าให้สูงที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย

  • โครงสร้างภาษีใหม่จะใช้อัตราภาษีแบบลดหลั่น โดยรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศ (Thai Local Content) จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า


รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยรับทราบแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งอนาคต และมอบหมายให้กรมสรรพสามิตพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวก่อนนำเสนอต่อครม.เห็นชอบต่อไป


ทั้งนี้ที่ผ่านมาภาครัฐมีการส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนการผลิตยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า มาตรการ EV3/EV3.5 มาตรการสนับสนุน 10 คน การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน ประเภท HEV และ MHEV เป็นต้น 


จากรายงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (มกราคม - กรกฎาคม 2569) ยอดจำหน่าย BEV ครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศร้อยละ 30.88 แต่มีการนำเข้ารถยนต์ BEV สูงถึงร้อยละ 63 แม้ว่าพ้นระยะเวลานำเข้าตามมาตรการ EV3/EV3.5 แล้ว เนื่องจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงกว่าต้นทุนการนำเข้า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ


กรมสรรพสามิต จึงเสนอหลักการและแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนี้


หลักการในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้ารถยนต์


1. การนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน (Investment-Driven Import) ประเทศไทยเน้นดึงดูดการลงทุนระยะยาว โดยในช่วงเริ่มแรกอาจอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาเป็นต้นแบบในการศึกษาและทดลองใช้ในประเทศ ก่อนนำไปสู่การเรียนรู้ ยกระดับ และผลิตจริงในประเทศ


2. มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางส่งออก (Regional Export Hub) ประเทศไทยมีเป้าหมายในการขยายขนาดการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Regional and Global EV Hub)


3. ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) กรมสรรพสามิตจะสนับสนุนให้ห่วงโซ่อุปทาน และผู้ผลิตไทยยกระดับทักษะและการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Thai Local Content) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานคนไทย และยกระดับฝีมือแรงงานของประเทศไทย เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต


1. รถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นรถยนต์ที่ไม่สามารถผลิตในประเทศได้ แต่นำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศสู่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยจะปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน


2. รถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยผู้ผลิตรถยนต์ภายในประเทศ เป็นรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้ามีโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศแล้ว แต่จำเป็นต้องนำเข้ารถยนต์บางรุ่นเพื่อมาทดลองตลาด ทั้งนี้ จะมีการจำกัดปริมาณนำเข้ารถยนต์ โดยคำนวณจากมูลค่าการลงทุนในประเทศในรอบปีก่อนหน้าที่จะนำเข้า เช่น มูลค่าชิ้นส่วน ยานยนต์ที่ผลิตในประเทศที่ใช้ในการผลิตยานยนต์ในประเทศ (Thai Local Content) มูลค่าการจ้างงาน เป็นต้น


3. รถยนต์ประเภทประหยัดพลังงานที่ผลิตในประเทศและมีการใช้ Thai Local Content ปานกลาง เป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ (e-Parts) ที่ผลิตในประเทศได้ โดยกำหนดพิกัดอัตราภาษีนี้เพื่อรองรับรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อย (Small Volume) แต่มีศักยภาพที่จะพัฒนาไปสู่การใช้ Thai Local Content รวมถึง e-Parts ได้ในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม เป็นต้น


ทั้งนี้ อัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามข้อ 1 จะมีอัตราภาษีสูงสุด และ ลดหลั่นลงมาตามข้อ 2 และข้อ 3 ตามลำดับ




 


 


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.