ธันยรัศม์ สุวรรณศรี
Yesterday

‘เนเธอร์แลนด์’ เปลี่ยนวิธีรับมือ ‘น้ำท่วม’ เลิก ‘ควบคุมธรรมชาติ’ หันมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’


  • เนเธอร์แลนด์เคยใช้วิธี "ควบคุมธรรมชาติ" เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยสร้างโครงการวิศวกรรมขนาดใหญ่อย่าง "เดลตาเวิกส์" (Delta Works) ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนและประตูกั้นน้ำขนาดมหึมา หลังเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่

  • เหตุการณ์น้ำท่วมจากแม่น้ำในช่วงปี 1990 ทำให้ตระหนักว่าการสร้างกำแพงกั้นน้ำให้สูงขึ้นเรื่อยๆ มีความเสี่ยงสูงหากเขื่อนแตก จึงเกิดการเปลี่ยนแนวคิดครั้งสำคัญ

  • เปลี่ยนมาสู่แนวคิด "การอยู่ร่วมกับน้ำ" ผ่านโครงการ "Room for the River" ซึ่งเน้นการคืนพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัย เช่น การย้ายแนวคันกั้นน้ำ และขุดขยายพื้นที่ลุ่มน้ำ

  • ปัจจุบันมีการพัฒนานวัตกรรมในเมืองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น "วอเตอร์สแควร์" ที่เป็นพื้นที่สาธารณะและอ่างเก็บน้ำชั่วคราว และอาคารลอยน้ำ เพื่อปรับตัวอยู่ร่วมกับระดับน้ำที่สูงขึ้น


“เนเธอร์แลนด์” เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าจัดการกับ “น้ำท่วม” ได้ดีที่สุดในโลก จนกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำให้แก่หลายประเทศ เนื่องจากพื้นที่ราว 25% ของประเทศตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วม ขณะเดียวกัน เนเธอร์แลนด์ยังต้องรับมือน้ำจากแม่น้ำสายหลักของยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ และแม่น้ำเมิซ ที่เข้ามาทางตอนใต้ของประเทศ ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเหนือ



เฟอร์ดินานด์ เดียร์มันเซ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงน้ำท่วมจากสถาบันเดลตาเรส กล่าวว่า “พื้นที่ราว 60% ของประเทศ จัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้เนเธอร์แลนด์มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเป็นหลัก”



ควบคุมธรรมชาติ


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1953 เกิด “มหาอุทกภัย” ครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อพายุหมุนรุนแรงพัดซัดมวลน้ำทะเลเหนือเข้าถล่มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,800 คน พื้นที่ทางการเกษตรและเมืองกว่า 2,070 ตร.กม. จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นแรงขับเคลื่อนครั้งสำคัญในการปฏิวัตินวัตกรรมทางวิศวกรรมการจัดการน้ำของประเทศ


หลังจากการโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น เนเธอร์แลนด์เปลี่ยนจากการตั้งรับภัยพิบัติเป็นการป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อวางแผนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการ เปลี่ยนจากการอิงตามสถิติน้ำท่วมในอดีต ไปสู่การพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์ภัยน้ำท่วมในอนาคต สำหรับออกแบบสิ่งก่อสร้างที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น


 


‘เนเธอร์แลนด์’ เปลี่ยนวิธีรับมือ ‘น้ำท่วม’ เลิก ‘ควบคุมธรรมชาติ’ หันมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’  


ประตูกั้นคลื่นพายุแม่น้ำสเกลต์ฝั่งตะวันออก


จนได้ออกมาเป็น “เดลตาเวิกส์” (Delta Works) โครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานกว่า 43 ปี และใช้งบประมาณลงทุนรวมสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบไปด้วยเขื่อน อู่ปิดน้ำ ประตูกั้นน้ำท่วม และคันกั้นน้ำระยะทางรวมกันกว่า 1,000 กม. โดยสามารถตัดตรงและร่นระยะทางของแนวชายฝั่งทะเลเนเธอร์แลนด์จากเดิมที่ขรุขระยาว 700 กม. ให้เหลือแนวป้องกันหลักเพียง 80 กม.เท่านั้น และกลายเป็นมาตรฐานระดับโลกที่วิศวกรทั่วโลกนำมาปรับใช้จนถึงปัจจุบัน


“ประตูกั้นคลื่นพายุแม่น้ำสเกลต์ฝั่งตะวันออก” (Oosterscheldekering) ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโครงการ ด้วยยาวกว่า 9 กม. ประกอบด้วยเสาคอนกรีตสำเร็จรูป 65 ต้น และบานประตูเหล็กเคลื่อนที่ได้ 62 บาน โดยในสถานการณ์ปรกติ บานประตูกั้นคลื่นจะถูกเปิดไว้ เพื่อให้ระบบนิเวศน้ำเค็ม คลื่นน้ำ และการเพาะเลี้ยงหอยนางรมตามธรรมชาติยังคงดำเนินไปได้ และจะปิดบานประตูลงเฉพาะเมื่อเกิดพายุรุนแรงเท่านั้น


การก่อสร้างโครงการเดลตาเวิกส์เสร็จสิ้นในปี 1997 เมื่อ “กำแพงกั้นน้ำมาเอสแลนท์” สำหรับป้องกันเมืองร็อตเตอร์ดัมและประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน เปิดใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นกำแพงกั้นน้ำเคลื่อนที่ได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประตูเหล็กโค้งสองข้างที่ยาวด้านละ 210 ม. และสูงถึง 22 ม. ซึ่งแต่ละข้างมีน้ำหนักมหาศาลพอ ๆ กับหอไอเฟล เมื่อระดับน้ำทะเลพุ่งสูงเกิน 3 ม. ประตูกลไกอัจฉริยะนี้จะหมุนเคลื่อนเข้าหากันและจมลงสู่พื้นน้ำเพื่อเป็นกำแพงยักษ์ป้องกันเมืองโดยอัตโนมัติ


‘เนเธอร์แลนด์’ เปลี่ยนวิธีรับมือ ‘น้ำท่วม’ เลิก ‘ควบคุมธรรมชาติ’ หันมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’  กำแพงกั้นน้ำมาเอสแลนท์



อย่างไรก็ตาม เนเธอร์แลนด์ก็ยังเจอกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 1993 และ 1995 เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำไรน์และแม่น้ำเมิซสูงขึ้นจนคันกั้นน้ำรับไม่ไหว ส่งผลให้รัฐบาลต้องสั่งอพยพประชาชนระลอกใหญ่กว่า 250,000 คน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและทำให้วิศวกรดัตช์ตระหนักว่า การบีบแม่น้ำให้แคบลงและเสริมเขื่อนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้เพิ่มความเสี่ยงมหาศาล เพราะหากเขื่อนแตก ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณ


 


เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ


จากวิกฤติในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดการจัดการน้ำ เดิมทีเคยใช้วิธี “เอาชนะและควบคุมธรรมชาติ” สู่แนวคิดใหม่คือ “การอยู่ร่วมกับน้ำ” ยุป แฟน แฟร์ฮาเคิน  ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการปรับตัวของเมืองจากศูนย์ปรับตัวโลกกล่าวว่า “การควบคุมธรรมชาติกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จากการพยายามควบคุมน้ำ เราจึงเปลี่ยนมาสู่การอยู่ร่วมกับน้ำ โดยยอมรับว่าเราไม่สามารถบีบบังคับธรรมชาติได้เสมอไป”


แนวคิดการอยู่ร่วมกับน้ำได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นโครงการระดับชาติที่มีชื่อว่า “Room for the River"  ซึ่งเปิดตัวขึ้นในปี 2006 ด้วยงบลงทุนประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ โครงการนี้เปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างกำแพงกั้นน้ำ มาเป็นการเพิ่มพื้นที่ระบายน้ำให้แม่น้ำสามารถเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยมีการดำเนินโครงการย่อยมากกว่า 30 แห่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วประเทศ


โครงการนี้ มีนวัตกรรมเชิงพื้นที่ที่ใช้เทคนิคทางนิเวศวิทยาและวิศวกรรมที่หลากหลาย เช่น ขยับคั้นกันน้ำเดิม รวมถึงการขุดลอกชั้นตะกอน ขุดขยายที่ราบลุ่มแม่น้ำให้ลึกลง การสร้างช่องทางระบายน้ำขนานใหม่ และการลดระดับคันดักทรายที่เคยขวางทางน้ำ การดำเนินการเหล่านี้ทำให้แม่น้ำสามารถขยายตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติในช่วงฝนตกหนัก และลดแรงดันน้ำตลอดทั้งระบบแม่น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทีมวิศวกรทำการปรับปรุงพื้นที่แม่น้ำวาล บริเวณเมืองไนเมเคิน โดยย้ายคันน้ำเดิมไปทางแผ่นดินด้านใน 350 ม. และขุดช่องทางน้ำใหม่ขนานกับแม่น้ำเดิมยาว 3 กม. กว้าง 200 ม. ส่งผลให้เกิดเกาะกลางน้ำแห่งใหม่ ซึ่งช่วยลดระดับน้ำท่วมสูงสุดในฤดูน้ำหลากลงได้ถึง 35 ซม. ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และพื้นที่เกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะอันร่มรื่นสำหรับประชาชน


โครงการ “Room for the River” ประสบความสำเร็จได้ เพราะระบบธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอความคิดเห็น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แต่งตั้ง “ทีมทำงานประเมินคุณภาพ” ซึ่งประกอบด้วยสถาปนิกผังเมือง นักนิเวศวิทยา และวิศวกร มาร่วมประเมินโครงการโดยเน้นเกณฑ์คุณภาพเชิงพื้นที่ 3 ด้าน ได้แก่ ประโยชน์การใช้งานพื้นที่ชายน้ำ ความงามตามธรรมชาติที่ไม่ดูเหมือนคลองคอนกรีตแข็งกระด้าง และความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม การจัดการน้ำในปัจจุบันไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกคาดว่าจะสูงขึ้นประมาณ 0.3 ม. ไปจนถึงสูงกว่า 2 ม. ภายในปี 2100 ขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต



โคว แฟร์ดาส ผู้บังคับการโครงการเดลตากล่าวว่า “เรากำลังอาศัยอยู่ในอ่างอาบน้ำที่ใกล้จะล้นเต็มที และเพราะเราเชื่อมั่นในเทคโนโลยีการจัดการน้ำมานานหลายศตวรรษ เราจึงลืมไปว่าพวกเราเปราะบางเพียงใด ตอนนี้เรากำลังเข้าถึงขีดจำกัดสูงสุดของสิ่งที่เราทำได้แล้ว”



เพื่อรับมือกับขีดจำกัดดังกล่าว เมืองต่าง ๆ เช่น ร็อตเตอร์ดัม จึงได้พัฒนานวัตกรรมผังเมืองปรับตัวร่วมกับน้ำ เช่น การสร้าง “จัตุรัสรับน้ำ” (Water Square) หรือลานทำกิจกรรมสาธารณะที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนน 2 ม. ซึ่งในวันแดดจ้าจะใช้เป็นสนามบาสเกตบอล แต่เมื่อฝนตกหนักจะกลายเป็นกักเก็บน้ำฝนชั่วคราว 


‘เนเธอร์แลนด์’ เปลี่ยนวิธีรับมือ ‘น้ำท่วม’ เลิก ‘ควบคุมธรรมชาติ’ หันมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’  จัตุรัสรับน้ำใน ร็อตเตอร์ดัม


นอกจากนี้ ยังมีอาคารลอยน้ำนวัตกรรมใหม่ เช่น สำนักงานลอยน้ำขนาด 3,500 ตร.ม. ของศูนย์ปรับตัวโลก ซึ่งสร้างจากไม้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมลอยตัวตามระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังต้องเพิ่มกำลังการสูบน้ำจากปัจจุบัน 250 ลบ.ม.ต่อวินาที ให้เป็น 2,000-5,000 ลูกบาศก์ม.ต่อวินาทีเพื่อรักษาประเทศให้รอดพ้นจากการจมบาดาล


ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วมประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกองทุนเดลตาสำหรับปี 2026 ไว้ที่ 2,200 ล้านดอลลาร์ และเตรียมงบประมาณตั้งแต่ปี 2015-2050 ไว้ที่ 43,700 ล้านดอลลาร์ สำหรับพัฒนานวัตกรรมผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและระบบธรรมชาติ


การรับมือน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างกำแพงกันน้ำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะปรับตัวร่วมกับธรรมชาติ เพราะการยอมคืนพื้นที่ให้สายน้ำและทำงานร่วมกับธรรมชาติ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการปกป้องชีวิตและสร้างอนาคตที่มั่นคงในยุควิกฤติสภาพภูมิอากาศ


ที่มา: Avera, Climate Finance Thai, CNN, ICE, The Times of India

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.