“เนเธอร์แลนด์” เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าจัดการกับ “น้ำท่วม” ได้ดีที่สุดในโลก จนกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำให้แก่หลายประเทศ เนื่องจากพื้นที่ราว 25% ของประเทศตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วม ขณะเดียวกัน เนเธอร์แลนด์ยังต้องรับมือน้ำจากแม่น้ำสายหลักของยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ และแม่น้ำเมิซ ที่เข้ามาทางตอนใต้ของประเทศ ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเหนือ
เฟอร์ดินานด์ เดียร์มันเซ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงน้ำท่วมจากสถาบันเดลตาเรส กล่าวว่า “พื้นที่ราว 60% ของประเทศ จัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้เนเธอร์แลนด์มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเป็นหลัก”
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1953 เกิด “มหาอุทกภัย” ครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อพายุหมุนรุนแรงพัดซัดมวลน้ำทะเลเหนือเข้าถล่มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,800 คน พื้นที่ทางการเกษตรและเมืองกว่า 2,070 ตร.กม. จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นแรงขับเคลื่อนครั้งสำคัญในการปฏิวัตินวัตกรรมทางวิศวกรรมการจัดการน้ำของประเทศ
หลังจากการโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น เนเธอร์แลนด์เปลี่ยนจากการตั้งรับภัยพิบัติเป็นการป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อวางแผนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการ เปลี่ยนจากการอิงตามสถิติน้ำท่วมในอดีต ไปสู่การพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์ภัยน้ำท่วมในอนาคต สำหรับออกแบบสิ่งก่อสร้างที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ประตูกั้นคลื่นพายุแม่น้ำสเกลต์ฝั่งตะวันออก
จนได้ออกมาเป็น “เดลตาเวิกส์” (Delta Works) โครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานกว่า 43 ปี และใช้งบประมาณลงทุนรวมสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งประกอบไปด้วยเขื่อน อู่ปิดน้ำ ประตูกั้นน้ำท่วม และคันกั้นน้ำระยะทางรวมกันกว่า 1,000 กม. โดยสามารถตัดตรงและร่นระยะทางของแนวชายฝั่งทะเลเนเธอร์แลนด์จากเดิมที่ขรุขระยาว 700 กม. ให้เหลือแนวป้องกันหลักเพียง 80 กม.เท่านั้น และกลายเป็นมาตรฐานระดับโลกที่วิศวกรทั่วโลกนำมาปรับใช้จนถึงปัจจุบัน
“ประตูกั้นคลื่นพายุแม่น้ำสเกลต์ฝั่งตะวันออก” (Oosterscheldekering) ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโครงการ ด้วยยาวกว่า 9 กม. ประกอบด้วยเสาคอนกรีตสำเร็จรูป 65 ต้น และบานประตูเหล็กเคลื่อนที่ได้ 62 บาน โดยในสถานการณ์ปรกติ บานประตูกั้นคลื่นจะถูกเปิดไว้ เพื่อให้ระบบนิเวศน้ำเค็ม คลื่นน้ำ และการเพาะเลี้ยงหอยนางรมตามธรรมชาติยังคงดำเนินไปได้ และจะปิดบานประตูลงเฉพาะเมื่อเกิดพายุรุนแรงเท่านั้น
การก่อสร้างโครงการเดลตาเวิกส์เสร็จสิ้นในปี 1997 เมื่อ “กำแพงกั้นน้ำมาเอสแลนท์” สำหรับป้องกันเมืองร็อตเตอร์ดัมและประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน เปิดใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นกำแพงกั้นน้ำเคลื่อนที่ได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประตูเหล็กโค้งสองข้างที่ยาวด้านละ 210 ม. และสูงถึง 22 ม. ซึ่งแต่ละข้างมีน้ำหนักมหาศาลพอ ๆ กับหอไอเฟล เมื่อระดับน้ำทะเลพุ่งสูงเกิน 3 ม. ประตูกลไกอัจฉริยะนี้จะหมุนเคลื่อนเข้าหากันและจมลงสู่พื้นน้ำเพื่อเป็นกำแพงยักษ์ป้องกันเมืองโดยอัตโนมัติ
กำแพงกั้นน้ำมาเอสแลนท์
อย่างไรก็ตาม เนเธอร์แลนด์ก็ยังเจอกับน้ำท่วมใหญ่ในปี 1993 และ 1995 เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำไรน์และแม่น้ำเมิซสูงขึ้นจนคันกั้นน้ำรับไม่ไหว ส่งผลให้รัฐบาลต้องสั่งอพยพประชาชนระลอกใหญ่กว่า 250,000 คน เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและทำให้วิศวกรดัตช์ตระหนักว่า การบีบแม่น้ำให้แคบลงและเสริมเขื่อนให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้เพิ่มความเสี่ยงมหาศาล เพราะหากเขื่อนแตก ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณ
จากวิกฤติในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวคิดการจัดการน้ำ เดิมทีเคยใช้วิธี “เอาชนะและควบคุมธรรมชาติ” สู่แนวคิดใหม่คือ “การอยู่ร่วมกับน้ำ” ยุป แฟน แฟร์ฮาเคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการปรับตัวของเมืองจากศูนย์ปรับตัวโลกกล่าวว่า “การควบคุมธรรมชาติกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จากการพยายามควบคุมน้ำ เราจึงเปลี่ยนมาสู่การอยู่ร่วมกับน้ำ โดยยอมรับว่าเราไม่สามารถบีบบังคับธรรมชาติได้เสมอไป”
แนวคิดการอยู่ร่วมกับน้ำได้ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นโครงการระดับชาติที่มีชื่อว่า “Room for the River" ซึ่งเปิดตัวขึ้นในปี 2006 ด้วยงบลงทุนประมาณ 2,500 ล้านดอลลาร์ โครงการนี้เปลี่ยนวิธีคิดจากการสร้างกำแพงกั้นน้ำ มาเป็นการเพิ่มพื้นที่ระบายน้ำให้แม่น้ำสามารถเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัยในพื้นที่ที่เตรียมไว้ โดยมีการดำเนินโครงการย่อยมากกว่า 30 แห่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำทั่วประเทศ
โครงการนี้ มีนวัตกรรมเชิงพื้นที่ที่ใช้เทคนิคทางนิเวศวิทยาและวิศวกรรมที่หลากหลาย เช่น ขยับคั้นกันน้ำเดิม รวมถึงการขุดลอกชั้นตะกอน ขุดขยายที่ราบลุ่มแม่น้ำให้ลึกลง การสร้างช่องทางระบายน้ำขนานใหม่ และการลดระดับคันดักทรายที่เคยขวางทางน้ำ การดำเนินการเหล่านี้ทำให้แม่น้ำสามารถขยายตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติในช่วงฝนตกหนัก และลดแรงดันน้ำตลอดทั้งระบบแม่น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีมวิศวกรทำการปรับปรุงพื้นที่แม่น้ำวาล บริเวณเมืองไนเมเคิน โดยย้ายคันน้ำเดิมไปทางแผ่นดินด้านใน 350 ม. และขุดช่องทางน้ำใหม่ขนานกับแม่น้ำเดิมยาว 3 กม. กว้าง 200 ม. ส่งผลให้เกิดเกาะกลางน้ำแห่งใหม่ ซึ่งช่วยลดระดับน้ำท่วมสูงสุดในฤดูน้ำหลากลงได้ถึง 35 ซม. ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และพื้นที่เกาะยังถูกเปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะอันร่มรื่นสำหรับประชาชน
โครงการ “Room for the River” ประสบความสำเร็จได้ เพราะระบบธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเสนอความคิดเห็น นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้แต่งตั้ง “ทีมทำงานประเมินคุณภาพ” ซึ่งประกอบด้วยสถาปนิกผังเมือง นักนิเวศวิทยา และวิศวกร มาร่วมประเมินโครงการโดยเน้นเกณฑ์คุณภาพเชิงพื้นที่ 3 ด้าน ได้แก่ ประโยชน์การใช้งานพื้นที่ชายน้ำ ความงามตามธรรมชาติที่ไม่ดูเหมือนคลองคอนกรีตแข็งกระด้าง และความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การจัดการน้ำในปัจจุบันไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ระดับน้ำทะเลทั่วโลกคาดว่าจะสูงขึ้นประมาณ 0.3 ม. ไปจนถึงสูงกว่า 2 ม. ภายในปี 2100 ขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต
โคว แฟร์ดาส ผู้บังคับการโครงการเดลตากล่าวว่า “เรากำลังอาศัยอยู่ในอ่างอาบน้ำที่ใกล้จะล้นเต็มที และเพราะเราเชื่อมั่นในเทคโนโลยีการจัดการน้ำมานานหลายศตวรรษ เราจึงลืมไปว่าพวกเราเปราะบางเพียงใด ตอนนี้เรากำลังเข้าถึงขีดจำกัดสูงสุดของสิ่งที่เราทำได้แล้ว”
เพื่อรับมือกับขีดจำกัดดังกล่าว เมืองต่าง ๆ เช่น ร็อตเตอร์ดัม จึงได้พัฒนานวัตกรรมผังเมืองปรับตัวร่วมกับน้ำ เช่น การสร้าง “จัตุรัสรับน้ำ” (Water Square) หรือลานทำกิจกรรมสาธารณะที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนน 2 ม. ซึ่งในวันแดดจ้าจะใช้เป็นสนามบาสเกตบอล แต่เมื่อฝนตกหนักจะกลายเป็นกักเก็บน้ำฝนชั่วคราว
จัตุรัสรับน้ำใน ร็อตเตอร์ดัม
นอกจากนี้ ยังมีอาคารลอยน้ำนวัตกรรมใหม่ เช่น สำนักงานลอยน้ำขนาด 3,500 ตร.ม. ของศูนย์ปรับตัวโลก ซึ่งสร้างจากไม้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมลอยตัวตามระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังต้องเพิ่มกำลังการสูบน้ำจากปัจจุบัน 250 ลบ.ม.ต่อวินาที ให้เป็น 2,000-5,000 ลูกบาศก์ม.ต่อวินาทีเพื่อรักษาประเทศให้รอดพ้นจากการจมบาดาล
ปัจจุบันเนเธอร์แลนด์ลงทุนด้านการป้องกันน้ำท่วมประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกองทุนเดลตาสำหรับปี 2026 ไว้ที่ 2,200 ล้านดอลลาร์ และเตรียมงบประมาณตั้งแต่ปี 2015-2050 ไว้ที่ 43,700 ล้านดอลลาร์ สำหรับพัฒนานวัตกรรมผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและระบบธรรมชาติ
การรับมือน้ำท่วมของเนเธอร์แลนด์ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างกำแพงกันน้ำให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะปรับตัวร่วมกับธรรมชาติ เพราะการยอมคืนพื้นที่ให้สายน้ำและทำงานร่วมกับธรรมชาติ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการปกป้องชีวิตและสร้างอนาคตที่มั่นคงในยุควิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ที่มา: Avera, Climate Finance Thai, CNN, ICE, The Times of India