อุทัยวรรณ บัวเขียว
Yesterday

กขค.ชี้ ‘โมเดิร์นเทรด’ ไม่ใช่ผู้ร้าย ออกกฎ ‘เครดิตเทอม’ ดูแลเอสเอ็มอี

KEY POINTS



  • กขค. เตรียมออกประกาศฉบับใหม่เพื่อควบคุมระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ของผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) เพื่อแก้ปัญหา SME ขาดสภาพคล่อง

  • กฎใหม่จะกำหนดกรอบเวลาชำระเงินสำหรับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้นไม่เกิน 30 วัน และสินค้าทั่วไปไม่เกิน 45 วัน คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปลายปี 2569

  • กขค. ชี้แจงว่าไม่ได้มองว่าโมเดิร์นเทรดเป็นผู้ร้าย แต่จำเป็นต้องออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากแนวทางปฏิบัติเดิมที่อาศัยความสมัครใจไม่ได้ผล


สถานการณ์ SME ปัจจุบันเผชิญปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งพบปัญหาการถูกคู่ค้ายืดหรือขยายระยะเวลาการชำระสินเชื่อการค้า (Credit Term) จากทั้งผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) ซึ่งทำให้เกิดการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม


ขณะที่ Modern trade ที่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่มีเครือข่ายสาขามากและเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ทำให้มีอํานาจต่อรองมากกว่าผู้ผลิตสินค้า รวมถึงมีธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญ


คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ออกประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับ Credit Term กรณี SME เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการเมื่อปี 2564 ซึ่งส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากผู้ประกอบการรายใหญ่และ Modern Trade แต่ปัญหายังคงอยู่ทำให้เตรียมออกประกาศฉบับใหม่เป็นกฎระเบียบต่างจากเดิมที่ออกเป็นแนวปฏิบัติ


นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า หน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้ามีหน้าที่กำหนดกติกาและทำหน้าที่ “ผู้พิทักษ์ตลาด” เพื่อให้ตลาดแข่งขันเปิดกว้างและเป็นธรรม ซึ่งโลกธุรกิจปัจจุบันพบการแข่งขันไม่เสรีโดยสมบูรณ์ เพราะมีหลายปัจจัยรวมถึงผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดมาเกี่ยวข้อง


นโยบายด้านการแข่งขันทางการค้ามีหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ กติกาต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด กติกาต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ และการแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งนโยบายเสรีของประเทศ


กขค.ชี้ ‘โมเดิร์นเทรด’ ไม่ใช่ผู้ร้าย  ออกกฎ ‘เครดิตเทอม’ ดูแลเอสเอ็มอี


ทั้งนี้ ไทยเตรียมบรรจุนโยบายการแข่งขันแห่งชาติ (National Competition Policy) ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่  14  เป็นครั้งแรกที่กำหนดนโยบายเป็นทางการ โดยเกี่ยวข้องแนวทางเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมถึงการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับแต่ละประเทศ เช่น สหภาพยุโรป  (EU) เกาหลีใต้และแคนาดา


“การกำหนดกติกาต้องสอดคล้องรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจแพลตฟอร์มและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเริ่มมีบทบาทในไทยตั้งแต่ปี 2560 และเติบโตชัดเจนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อนขยายตัวต่อเนื่องจนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต” นางวรวรรณ กล่าว


สำหรับบทบาทของหน่วยงานด้านการแข่งขันทางการค้านั้นไม่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคโดยตรง แต่เน้นดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (B2B) รวมถึงดูแลให้ตลาดแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ขณะที่การคุ้มครองผู้บริโภคปลายทางเป็นหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)


พฤติกรรม Modern Trade กระทบ SME


สำหรับการแก้ปัญหาพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมของกลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) รายใหญ่ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการ SME ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน จันทบุรี และกระบี่  พบปัญหาสำคัญสร้างความเดือดร้อนหนักให้รายย่อย คือ การที่ Modern Trade ประวิงเวลาชำระเงินค่าสินค้า (Credit Term) นานเกินจริง บางรายต้องรอนานถึง 3-6 เดือน ทั้งที่เป็นการซื้อขาด ไม่ใช่การฝากขาย





ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการ SME สะท้อนตัวเลขน่าตกใจพบว่ามีเงินหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อยค้างในระบบ Modern Trade ถึงเกือบ 200,000 ล้านบาท ซ้ำร้ายยังพบกรณีรายย่อยขาดสภาพคล่องจนต้องไปกู้เงิน โดยใช้ใบสั่งซื้อสินค้ามาค้ำประกันและยอมเสียดอกเบี้ยทั้งที่เป็นเงินค่าสินค้าของตนเอง 


“ปัญหานี้เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางอำนาจต่อรอง เนื่องจาก Modern Trade มีช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ ทำให้ SME ไม่กล้าร้องเรียนเพราะกลัวถูกตัดช่องทางการค้า”


คุม Credit Term ผู้ประกอบการรายใหญ่-Modern Trade


ขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาว กขค.จึงยกร่างประกาศคณะกรรมการ กขค.เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับ SME


แนวทางจะยึดหลักการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้น กำหนดชำระเงินไม่เกิน 30 วัน และสินค้าทั่วไป กำหนดชำระเงินไม่เกิน 45 วัน


สำหรับจุดเริ่มต้นการนับระยะเวลาจะเริ่มนับวันแรกหลังจากกระบวนการ “วางบิล” เสร็จสิ้น เพื่อให้สอดคล้องระบบบัญชีของ Modern Trade โดยร่างประกาศดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอคณะกรรมการการแข่งขันการค้า ก่อนส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ปรับตัว 30 วัน คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในปลายปี 2569


“ไม่ได้มองว่า Modern Trade เป็นผู้ร้าย และเข้าใจว่าเขามีระบบบัญชีต้องดำเนินการ แต่เมื่อการปล่อยให้เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติตามสมัครใจแบบเดิมไม่ได้ผล การออกระเบียบที่เข้มงวดขึ้นจึงเป็นทางออกสำคัญ หากบังคับใช้ได้จริงจะเพิ่มสภาพคล่อง คืนเงินสดเข้าระบบ SME และลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ได้มหาศาล” นางวรวรรณ กล่าว


ต้องมีกติกาดูแลธุรกิจ Ride-Hailing


นางวรวรรณ กล่าวว่า แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน เช่น ในธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านทางแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ (Ride-Hailing) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย และร้านค้า หรือร้านอาหารที่ใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางในการให้บริการและจำหน่ายสินค้า


ดังนั้น การกำหนดกติกาต้องคำนึงความสัมพันธ์ผู้ประกอบการทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบเกินไป แม้การดำเนินธุรกิจต้องคำนึงผลกำไร แต่ทุกฝ่ายควรดำเนินธุรกิจและอยู่รอดได้เหมาะสม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มควรแข่งขันกันเสรี


ส่วนประเด็นการกำหนดราคาและค่าธรรมเนียม นางวรวรรณ กล่าวว่า สำนักงาน กขค.ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาแบบตายตัว (Fixed Price) เนื่องจากการขึ้นลงของราคาเป็นกลไกตลาด หากตลาดแข่งขันแท้จริง กลไกตลาดจะเป็นผู้กำหนดราคาที่เหมาะสมเอง


คุมแพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร


นอกจากนี้ กขค.เตรียมขยายผลลงไปดูแลโครงสร้างการค้าอื่นเพื่อช่วยเหลือ SME เพิ่มเติม เช่น กรณี “ล้งผลไม้” ต่างชาติที่มีพฤติกรรมกดราคารับซื้อไม่เป็นธรรม ตลอดจนการศึกษาพฤติกรรมเทคโนโลยีและการใช้อัลกอริทึมบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อย


รวมทั้งเตรียมออกกฎเหล็กคุมเข้มแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหาร (Ride-hailing & On-demand Delivery) เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรม 


ทั้งนี้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ (อาทิ Food Delivery) ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องหลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทยทำให้สภาพตลาดกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย หรือ Duopoly


ขณะที่พบประเด็นที่อาจกระทบการแข่งขันในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ เช่นโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ที่ไม่เป็นธรรม 


รวมถึงมีปัญหาระบบอัลกอริทึม เช่น การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้านและส่งสองที่พร้อมกันแต่กลับปรับลด ค่ารอบลง ทำไรเดอร์-ร้านค้ากระอัก ทั้งได้เปิดฟังความเห็นร่างข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการถึงวันที่ 31 ส.ค.2569 โดยมุ่งสร้างสนามแข่งขันเท่าเทียมและคาดใช้จริงในเดือน ก.ย.2569


 





เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.