ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการ SME สะท้อนตัวเลขน่าตกใจพบว่ามีเงินหมุนเวียนของผู้ประกอบการรายย่อยค้างในระบบ Modern Trade ถึงเกือบ 200,000 ล้านบาท ซ้ำร้ายยังพบกรณีรายย่อยขาดสภาพคล่องจนต้องไปกู้เงิน โดยใช้ใบสั่งซื้อสินค้ามาค้ำประกันและยอมเสียดอกเบี้ยทั้งที่เป็นเงินค่าสินค้าของตนเอง
“ปัญหานี้เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางอำนาจต่อรอง เนื่องจาก Modern Trade มีช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ ทำให้ SME ไม่กล้าร้องเรียนเพราะกลัวถูกตัดช่องทางการค้า”
คุม Credit Term ผู้ประกอบการรายใหญ่-Modern Trade
ขณะที่การแก้ไขปัญหาระยะยาว กขค.จึงยกร่างประกาศคณะกรรมการ กขค.เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่กับ SME
แนวทางจะยึดหลักการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปขั้นต้น กำหนดชำระเงินไม่เกิน 30 วัน และสินค้าทั่วไป กำหนดชำระเงินไม่เกิน 45 วัน
สำหรับจุดเริ่มต้นการนับระยะเวลาจะเริ่มนับวันแรกหลังจากกระบวนการ “วางบิล” เสร็จสิ้น เพื่อให้สอดคล้องระบบบัญชีของ Modern Trade โดยร่างประกาศดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอคณะกรรมการการแข่งขันการค้า ก่อนส่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะมีระยะเวลาผ่อนผันให้ปรับตัว 30 วัน คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในปลายปี 2569
“ไม่ได้มองว่า Modern Trade เป็นผู้ร้าย และเข้าใจว่าเขามีระบบบัญชีต้องดำเนินการ แต่เมื่อการปล่อยให้เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติตามสมัครใจแบบเดิมไม่ได้ผล การออกระเบียบที่เข้มงวดขึ้นจึงเป็นทางออกสำคัญ หากบังคับใช้ได้จริงจะเพิ่มสภาพคล่อง คืนเงินสดเข้าระบบ SME และลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ได้มหาศาล” นางวรวรรณ กล่าว
ต้องมีกติกาดูแลธุรกิจ Ride-Hailing
นางวรวรรณ กล่าวว่า แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน เช่น ในธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านทางแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ (Ride-Hailing) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย และร้านค้า หรือร้านอาหารที่ใช้แพลตฟอร์มเป็นช่องทางในการให้บริการและจำหน่ายสินค้า
ดังนั้น การกำหนดกติกาต้องคำนึงความสัมพันธ์ผู้ประกอบการทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบเกินไป แม้การดำเนินธุรกิจต้องคำนึงผลกำไร แต่ทุกฝ่ายควรดำเนินธุรกิจและอยู่รอดได้เหมาะสม ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มควรแข่งขันกันเสรี
ส่วนประเด็นการกำหนดราคาและค่าธรรมเนียม นางวรวรรณ กล่าวว่า สำนักงาน กขค.ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาแบบตายตัว (Fixed Price) เนื่องจากการขึ้นลงของราคาเป็นกลไกตลาด หากตลาดแข่งขันแท้จริง กลไกตลาดจะเป็นผู้กำหนดราคาที่เหมาะสมเอง
คุมแพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งอาหาร
นอกจากนี้ กขค.เตรียมขยายผลลงไปดูแลโครงสร้างการค้าอื่นเพื่อช่วยเหลือ SME เพิ่มเติม เช่น กรณี “ล้งผลไม้” ต่างชาติที่มีพฤติกรรมกดราคารับซื้อไม่เป็นธรรม ตลอดจนการศึกษาพฤติกรรมเทคโนโลยีและการใช้อัลกอริทึมบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อย
รวมทั้งเตรียมออกกฎเหล็กคุมเข้มแพลตฟอร์มเรียกรถและส่งอาหาร (Ride-hailing & On-demand Delivery) เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและสร้างความเป็นธรรมในอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ (อาทิ Food Delivery) ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องหลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทยทำให้สภาพตลาดกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2 ราย หรือ Duopoly
ขณะที่พบประเด็นที่อาจกระทบการแข่งขันในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ เช่นโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ที่ไม่เป็นธรรม
รวมถึงมีปัญหาระบบอัลกอริทึม เช่น การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้านและส่งสองที่พร้อมกันแต่กลับปรับลด ค่ารอบลง ทำไรเดอร์-ร้านค้ากระอัก ทั้งได้เปิดฟังความเห็นร่างข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการถึงวันที่ 31 ส.ค.2569 โดยมุ่งสร้างสนามแข่งขันเท่าเทียมและคาดใช้จริงในเดือน ก.ย.2569

