KEY POINTS
ตลาดการเงินจับตาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ช่วง Reprice Rate และอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทาง Fund Flow และราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น
ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัว และเงินเฟ้อ CPI เดือนส.ค. อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดอยู่ในช่วง Reprice Rate โดย Dot Plot สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรือ Higher for Longer
ภายหลังการประชุม Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปีปรับขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า และหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลกปรับตัวลดลง สะท้อนทิศทาง Fund Flow ที่แตกต่างกันในช่วงตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทย อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้บางส่วนอาจช่วยลดแรงกดดันในระยะถัดไป
สำหรับกลุ่มธนาคารไทยมีมุมมองเป็นกลางในเชิงพื้นฐาน โดยคาดกำไรสุทธิปี 2570 เติบโตประมาณ 5% จากปี 2569 ที่คาดว่าจะลดลง 3% โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายไทยทรงตัว รวมถึงโอกาสการขยายตัวของสินเชื่อ หากวงจรการลงทุนเร่งตัวขึ้น
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารที่มี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง อาทิ KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ประมาณ 5.5% ยังไม่รวมเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้น
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนัก KTB และ KBANK ขณะที่ BBL มีประเด็นด้าน Valuation จาก PBV ประมาณ 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์หากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายและเงินบาทอ่อนค่า