อุทัยวรรณ บัวเขียว
Yesterday

เฟดขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ หุ้นแบงก์ไทยรับแรงกระเพื่อมแค่ไหน?

KEY POINTS



  • การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจสร้างความผันผวนต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น จากการปรับเปลี่ยนมุมมองและทิศทางของ Fund Flow

  • ในเชิงพื้นฐานมีมุมมองเป็นกลาง โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2570 จะกลับมาเติบโตได้จากรายได้ดอกเบี้ยที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายในไทยทรงตัว

  • ธนาคารที่มี Coverage Ratio (อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ) ในระดับสูง เช่น KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดี

  • อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มที่ประมาณ 5.5% อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้นได้

  • กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนักไปที่ KTB และ KBANK


ตลาดการเงินจับตาผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังมีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่ Dot Plot ส่งสัญญาณอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ช่วง Reprice Rate และอาจสร้างความผันผวนต่อทิศทาง Fund Flow และราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทยในระยะสั้น


ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส  เปิดเผยว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังขยายตัว และเงินเฟ้อ CPI เดือนส.ค. อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดอยู่ในช่วง Reprice Rate โดย Dot Plot สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง หรือ Higher for Longer


ภายหลังการประชุม Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปีปรับขึ้น ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า และหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลกปรับตัวลดลง สะท้อนทิศทาง Fund Flow ที่แตกต่างกันในช่วงตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนระยะสั้นต่อราคาหุ้นกลุ่มธนาคารไทย อย่างไรก็ตาม Bond Yield ที่ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้บางส่วนอาจช่วยลดแรงกดดันในระยะถัดไป


สำหรับกลุ่มธนาคารไทยมีมุมมองเป็นกลางในเชิงพื้นฐาน โดยคาดกำไรสุทธิปี 2570 เติบโตประมาณ 5% จากปี 2569 ที่คาดว่าจะลดลง 3% โดยมีแรงหนุนจากแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ที่ฟื้นตัว หลังดอกเบี้ยนโยบายไทยทรงตัว รวมถึงโอกาสการขยายตัวของสินเชื่อ หากวงจรการลงทุนเร่งตัวขึ้น


ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารที่มี Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง อาทิ KTB, TISCO และ KBANK มีความสามารถรองรับความเสี่ยงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้มากขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ประมาณ 5.5% ยังไม่รวมเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจช่วยจำกัดความผันผวนของราคาหุ้น


ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเน้นหุ้นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่ง โดยให้น้ำหนัก KTB และ KBANK ขณะที่ BBL มีประเด็นด้าน Valuation จาก PBV ประมาณ 0.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 1.1 เท่า ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, AOT และ ERW ยังมีโอกาสได้รับประโยชน์หากสถานการณ์สงครามผ่อนคลายและเงินบาทอ่อนค่า




 


 

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.