นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังมีแนวคิดที่จะแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย เนื่องจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาในบริเวณดังกล่าวมีความต่อเนื่องกัน ซึ่งบริษัท Mubadala จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาศึกษาข้อมูลในส่วนนี้เช่นกัน
“เชลล์” ส่งสัญญาณคัมแบ็กประเทศไทย
สำหรับความน่าสนใจในการประมูลรอบนี้สะท้อนผ่านความเคลื่อนไหวของบริษัทน้ำมันข้ามชาติ โดยเฉพาะบริษัทเชลล์ (Shell) ที่มาซื้อข้อมูลทางธรณีวิทยาเพิ่มเติม และประสงค์เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อหารือรายละเอียดการลงทุน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานไทยที่สามารถดึงดูดผู้เล่นระดับโลก (Big Names) ให้กลับมาให้ความสนใจพื้นที่สำรวจในไทยอีกครั้ง
สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน แหล่งข่าวกล่าวว่า คาดการณ์ว่าหาก ครม.ให้ความเห็นชอบค่า SR ภายในเร็วๆ นี้ จะประกาศเชิญชวนประมูล (Bidding Round) ได้ภายในปลายปี 2569 หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2570 จะเปิดให้เอกชนเข้าซื้อเอกสารและศึกษาข้อมูล (Data Room) ก่อนจะให้ยื่นข้อเสนอและประกาศผลผู้ชนะการประมูลได้ช่วงไตรมาส 2 หรือ 3 ของปี 2570
“หาก ครม.อนุมัติกระบวนการต่อไปใช้เวลา 1 ปี โดยเริ่มจากเปิด Data Room ให้นักลงทุนศึกษาข้อมูล 4-5 เดือน ตามด้วยการประเมินข้อเสนอโดยคณะกรรมการปิโตรเลียมอีก 3 เดือน ก่อนเสนอ ครม.ประกาศรายชื่อผู้ชนะสัมปทานเป็นทางการ” แหล่งข่าว กล่าว
ทั้งนี้ปัจจัยน่ากังวลคือ ความล่าช้าในระดับนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของฝ่ายปฏิบัติ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในกระทรวง ส่งผลให้วาระด้านพลังงานถูกลดความสำคัญลง หรือถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเกินความจำเป็น จนทำให้งานบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศต้องชะงักงัน
“กระทรวงพลังงานพยายามหาพลังงานทุกเม็ดที่มีในประเทศเพื่อลดการนำเข้า แต่หากกลไกการตัดสินใจของภาครัฐยังติดขัดแบบนี้ ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนในระยะยาว” แหล่งข่าว กล่าว
เปิดดีเทล A1/68 “เดิมพันใหม่” พลังงานไทย
รายงานข่าว ระบุว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชพ.) ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอันดามันสำหรับการเปิดประมูลครั้งที่ 26 โดยกำหนดให้เป็นแปลงขนาดใหญ่เพียงแปลงเดียว คือ แปลงสำรวจหมายเลข A1/68 มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 60,277.90 ตารางกิโลเมตร
สำหรับเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลเลือกเปิดสัมปทานแบบแปลงใหญ่ เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นทะเลน้ำลึกตั้งแต่ 400 เมตร จนถึง 2,000 เมตร ซึ่งมีความเสี่ยงสูงและต้องการการลงทุนมหาศาลในการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่พื้นที่นี้ครอบคลุมแอ่งสะสมตะกอน 3 แห่ง ได้แก่ แอ่งเมอร์กุย แอ่งสุมาตราเหนือ และแอ่งอันดามันตะวันออก ซึ่งมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาเชื่อมต่อกับการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดยักษ์ในน่านน้ำอินโดนีเซียอย่างแหล่ง “ทิมปัน” (Timpan) และ “ลายารัน” (Layaran) ที่มีปริมาณสำรองรวมกันหลายล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
5 ยักษ์ใหญ่ข้ามชาติพาเหรดชิงสิทธิ์ประมูล
ด้วยความท้าทายทางเทคโนโลยีและการลงทุนในระดับทะเลน้ำลึก ทำให้ผู้เล่นที่แสดงความสนใจเข้าร่วมประมูลครั้งนี้ล้วนเป็นบริษัทพลังงานระดับโลก (Global Majors) ที่มีสายป่านยาวและเทคโนโลยีขุดเจาะขั้นสูง โดยรายชื่อบริษัทที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดประกอบด้วย
1.Chevron (เชฟรอน) ประกาศความพร้อมเต็มสูบ โดยระบุว่าอันดามันเป็นจุดแข็งของบริษัทที่มีประสบการณ์พัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกทั่วโลก
2.TotalEnergies (โททาลเอนเนอร์ยี่ส์) แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีการปรับพอร์ตขายหุ้นในอ่าวไทยและย้ายฐานไปสิงคโปร์ แต่โททาลกำลังจับตาการประมูลอันดามันอย่างเป็นพิเศษ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการบุกเบิกที่มีความคุ้มค่าสูง
3.บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ในฐานะ “National Champion” เตรียมเข้าชิงเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ โดยมีฐานข้อมูลทางธรณีวิทยาที่กว้างขวางที่สุด
4.ENI (อีนี) ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีที่เชี่ยวชาญด้านการสำรวจพื้นที่น้ำลึกและกำลังมองหาพันธมิตรในการร่วมทุน
5.Exxon (เอ็กซอน) สนใจร่วมศึกษาโครงสร้างธรณีวิทยาเพื่อประเมินความคุ้มค่าในโครงการเมกะโปรเจกต์นี้
คาดการณ์เงินสะพัด “แสนล้าน”
สำหรับการลุยประมูลครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความหวังด้านพลังงาน แต่คือการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย โดยสามารถแบ่งมูลค่าที่จะเกิดขึ้นออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
1.ระยะสำรวจเริ่มต้น คาดการณ์เม็ดเงินลงทุนเบื้องต้นในการศึกษาข้อมูลและเจาะสำรวจจะอยู่ที่ 300-1,200 ล้านบาทต่อบล็อก โดยต้นทุนการขุดเจาะหลุมสำรวจน้ำลึกจริงเพียง 1 หลุมอาจสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์ (กว่า 900 ล้านบาท)
2.ระยะพัฒนาเชิงพาณิชย์ หากการสำรวจประสบความสำเร็จและพบก๊าซตามเป้าหมาย 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (Tcf) จะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งท่าเรือน้ำลึก คลังสนับสนุน และโรงแยกก๊าซ ซึ่งสร้างมูลค่ารวมในระบบเศรษฐกิจสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท
3.รายได้เข้ารัฐ โดยไทยจะได้ผลประโยชน์ตรงจากค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และโบนัสพิเศษ ซึ่งรัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ระบบสัญญาแบบไฮบริด (Hybrid Regimes) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและจูงใจนักลงทุนในพื้นที่น้ำลึก
