อุทัยวรรณ บัวเขียว
11 hrs

คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด? แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'

KEY POINTS




  • ข้อเรียกร้องที่ให้ กกต.ทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ เป็นการกดดัน กกต. และเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานเฉพาะ” ขึ้นมาให้องค์กรอิสระ 




  • หากสุดท้าย กกต.วินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ควร ทุกคนก็มีเอกสารหลักฐานของ “คณะ 26” อยู่ในมือ ช่องทางต่อไปของการต่อสู้ก็คือ นำหลักฐานไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ




  • ศาลฎีกาเพิ่งรับคดี สว.สำรอง ฟ้อง กกต.ให้เพิกถอนการรับรองคุณสมบัติ สว.อำนาจเจริญ 2 ราย โดยมิชอบ ศาลแจ้งนัด 27 ต.ค. ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่ชี้ชะตา กกต.




  • ถ้าฟ้องตรงได้ จะเข้าทางฝ่ายค้าน และภาคประชาชนฝ่ายตรวจสอบ เพราะหลักฐานที่แฉกันทั้งหมด จะทะลักสู่ศาลฎีกา... นี่คือ “คดีชั้น 14” ภาค 2 สยองระบอบน้ำเงิน




ก่อนไปคุยกันเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ ผมขอแสดงทัศนะต่อท่าทีกดดัน กกต.ให้ส่งสำนวน/คำร้องคดี “ฮั้ว สว.” ที่มีผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ไปศาลฎีกาทั้งหมด โดยอ้างว่า กกต.ไม่ต้องพิจารณา


ทั้งด้วยเหตุผลที่ว่า กกต.ไม่มีอำนาจพิจารณา เพราะตีความกฎหมายว่า ถ้ามีหลักฐานส่อทุจริตหลังประกาศผลเลือก สว.ไปแล้ว ต้องส่งศาลอย่างเดียว


และด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนของ กกต. 4 คน ที่คัดเลือกและให้ความเห็นชอบมาโดย สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยถึง 138 คน



ผมมองว่า ข้อเรียกร้องแบบนี้มันเป็นการกดดัน กกต.เกินไป และเป็นการสร้าง “บรรทัดฐานเฉพาะ” ขึ้นมาให้องค์กรอิสระตัดสินตามใจตัวคนเรียกร้องเอง ทั้งๆ ที่หากเป็นกรณีอื่น ต้องถามท่านว่า ท่านอยากให้ กกต.ทำหน้าที่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์จริงหรือเปล่า


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


คำร้องต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งพรรคส้มเองก็เคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ท่านไม่เคยเห็นออกมาเรียกร้องให้ กกต.ส่งศาลเร็วๆ จะได้ไปสู้กันในศาล กกต.ไม่ต้องพิจารณาหรือวินิจฉัยอะไรทั้งนั้น


หรือเทียบกับคดีอาญาทั่วๆ ไป ใครๆ ก็ไม่อยากเห็นตำรวจ หรืออัยการ เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ มีใครมาร้องทุกข์กล่าวโทษ กล่าวหาใคร ก็รวบรวมทำสำนวนส่งฟ้องศาลไปให้หมด โยนภาระไปให้ศาล แล้วก็บอกกับผู้ถูกกล่าวหาว่า “ไปสู้ในศาลเองก็แล้วกัน”


เรื่องแบบนี้เป็นบาดแผลและความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมมานาน ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หรือกระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระ


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


ฉะนั้นผมคิดว่า หลักการควรรักษาเอาไว้ เพราะหากสุดท้าย กกต.วินิจฉัยไม่เป็นไปตามที่ควร ทุกคนก็มีเอกสารหลักฐานของ “คณะ 26” อยู่ในมือ และหลังจากนี้เอกสารส่วนอื่นๆ ก็จะทะลักตามมาอีก ช่องทางต่อไปของการต่อสู้ก็คือ นำหลักฐานไปฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ


และอาจไปยื่นตรงต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเลยก็เป็นไปได้ เพราะศาลก็เปิดทางเอาไว้แล้ว ด้วยการรับฟ้อง และลงเลขคดีกรณี สว.สำรอง ไปฟ้อง กกต.เรื่องคุณสมบัติของ สว.อำนาจเจริญ 2 คน 



คดีนี้หากศาลฎีกาตรวจพยานหลักฐานแล้วยืนยันว่า ผู้ฟ้องมีอำนาจฟ้อง ผมว่าไม่ต่างอะไรกับ “หนังชีวิต” ของ กกต.แน่ๆ เพราะมันจะเป็น “คดีชั้น 14 ภาค 2” แนวๆ “ความปรากฏต่อศาลเอง” กันเลยทีเดียว



จะเห็นได้ว่า ช่องทางการต่อสู้ และประตูที่เปิดบานต่อไป มันยังมีอยู่ จึงไม่ควรไปเรียกร้องเหมารวม และสร้าง “บรรทัดฐานเฉพาะ” สำหรับคดีนี้ โดยลืมไปว่า เนื้อหาของหลักฐานยังมีส่วนที่โต้แย้งอยู่ในสำนวนฉบับเต็ม ไม่ใช่ฉบับสรุปที่ส่งพร้อมความเห็นของ “คณะ 26” ที่ให้ส่งศาลฎีกาทั้ง 229 คน


นอกจากนั้น ยังมีหลักการ “ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่” ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นหลักสากล แต่ทุกวันนี้ฝ่าย “ไอติม - ไอลอว์” และไออื่นๆ ทั้งหลาย พยายามบอกว่า ผู้ถูกกล่าวหาเหล่านี้ทำผิดไปแล้ว ประพฤติชั่วไปแล้ว


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


ปากก็บอกว่า กกต.อย่าทำตัวเป็นศาล แต่กลุ่มของพวกท่านกำลังทำตัวเป็นศาลเสียเอง


ผมเองและสื่อเครือเนชั่น ไม่ได้เห็นด้วยกับขบวนการฮั้ว สว. และได้ทำหน้าที่เปิดโปงมาตลอด แต่ผมเห็นว่าการเรียกร้องแบบเหมารวม ข่มขู่กดดันองค์กรอิสระแบบนี้ มันกำลังสร้างประเพณีที่ไม่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย และระบบนิติรัฐ นิติธรรม


สิ่งที่คุณศุภชัย ใจสมุทร สส.ภูมิใจไทย ท้วงติงเอาไว้ ผมคิดว่าฟังขึ้น และควรรับฟัง ผมว่ารอให้ กกต.ลงมติก่อน ค่อยมาสู้กันต่อ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร


โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ กกต. 4 คนที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ไม่ต้องทำหน้าที่ ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะยิ่งทำให้คดีติดล็อก ยืดเยื้อต่อไปอีก เนื่องจากเหลือกรรมการ กกต.ไม่ถึงครึ่ง ก็ประชุมกันไม่ได้ แถม สว.จะเลือกคนใหม่มาแทนก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่ไว้ใจ สว. ก็จะกลายเป็น “งูกินหาง” หนักเข้าไปอีก


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


คราวนี้มาถึงประเด็นที่ผมชวนคุยและจั่วหัวเอาไว้ตั้งแต่ต้นกันบ้าง ผมมีคำถามถึง กกต.ว่า ล่าสุดที่มีข่าวว่าจะเปิดแถลงข่าวมติ ฮั้ว สว.แน่นอนนั้น ท่านจะแถลงข่าวแบบใด


- 7 เสือ กกต.นั่งแถลงพร้อมหน้า หรือเฉพาะประธานท่านเดียว?


- หรือ 7 เสือ กกต.ไม่ออกหน้า ให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือฝ่ายสำนักงานเลขาธิการ กกต.เป็นผู้แถลงแทน?


- แถลงมติ จะมีการแจ้งตัวเลขการลงมติหรือไม่ ทั้งภาพรวม และรายบุคคลที่ถูกกล่าวหา ว่ามติที่ออกมานั้น ตัวเลขเป็นเท่าใด เช่น 5:2 ตามข่าวหรือไม่ หรือว่า 6:1 ตามข่าวใหม่ หรือ 7:0 โชว์เอกภาพ?


 - การแถลง จะมีการระบุลงลึกหรือไม่ว่า ใครคือผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกส่งสำนวนไปศาลฎีกาบ้าง และใครที่ไม่ถูกส่ง คือ ยกคำร้อง?


 - จะมีการแถลงเหตุผลของการลงมติหรือไม่ว่า ส่งศาลฎีกาเพราะอะไร หลักฐานว่าอะไร หรือยกคำร้อง ด้วยเหตุอะไร?


นี่คือคำถามที่สังคมยังรอความชัดเจน



ประเด็นต่อมาคือ นับถึงวันนี้ คือวันที่ กกต.นัดลงมติ สังคมยังถกเถียงกันที่ “สาระสำคัญของเรื่อง” นั่นก็คือ “หลักฐานอันควรเชื่อ” คืออะไรกันแน่ ที่หลายฝ่ายมองว่า หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อ” ในการฮั้ว สว. กกต.ต้องส่งสำนวนไปที่ศาลฎีกาเท่านั้น



อะไรคือ “หลักฐานอันควรเชื่อ” และ “กกต.ไม่เชื่อได้หรือไม่” หมายความว่า แม้จะมีหลักฐานส่งมา แต่ กกต.ไม่เชื่อ…ได้ไหม?


นี่คือคำถาม และยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ ผมจึงรวบรวมทัศนะจากหลายๆ ฝ่ายมาเทียบให้ได้พิจารณากัน เอาเฉพาะที่พูดกันวันสองวันนี้เลย


 - ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ท่านบอกว่า ข้อกฎหมายที่ว่า “ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” สามารถตีความได้ว่าใครเชื่อ ซึ่งตามกฎหมายบอกว่าเป็นกรรมการ (หมายถึง กกต.) และกรรมการนั้นต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือผู้มีเหตุผลธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป


สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ หรือแม้แต่พยานบุคคลก็ถือว่ามีน้ำหนัก แต่คนก็โกหกได้ แต่เราจะมองข้ามพยานหลักฐานที่เป็นเอกสาร หรือข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้หรือ และหาก กกต. เห็นต่างจากวิญญูชนทั่วไป ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าเพราะอะไร


 - นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี บอกว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย กกต.มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน แต่ขณะนี้ กกต.กำลังใช้อำนาจผิดขั้นตอน เนื่องจาก สว.ชุดนี้ได้รับการรับรองตำแหน่งมานานกว่า 2 ปีแล้ว ทำให้ขอบเขตอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 เหลือเพียงการเป็น “ผู้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา” เท่านั้น ไม่ใช่ผู้ตัดสินความถูกผิดด้วยตนเองเหมือนช่วงก่อนการรับรอง


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน บอกว่า มาตราหลัก คือ มาตรา 62 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องส่งศาลฎีกา


 - แต่คุณศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย แย้งทุกคนเอาไว้ว่า ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิด ต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต.ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่า ถ้าเหตุนั้นมันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต.ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้ และไม่ยื่นต่อศาล


อีกหนึ่งประเด็นต่อมา คือ หาก กกต.กล้าลุยไฟ ลงมติสำนวน ฮั้ว สว.แบบค้านสายตาผู้ที่ออกมาเรียกร้อง กกต.จะเจอกับอะไร?


 - ในการประชุมสภา วันพฤหัสฯ จะโดนอภิปรายอย่างหนักในวาระรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีของ กกต.


 - หาก กกต.ดำเนินการในลักษณะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่ายค้านและภาคประชาชนจะดำเนินคดีกับ กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ


 - ผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฐานะรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ


 - ผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่ กกต. ยกคำร้อง คุณพริษฐ์ จากพรรคประชาชนขู่เอาไว้ว่า ถ้าหลักฐานชัด เรื่องไปถึงศาลฎีกาแน่


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'


นั่นแปลว่า ฝ่ายค้านมองว่า “ฟ้องตรงต่อศาลฎีกา” ได้


เรื่องนี้ต้องขีดเส้นใต้หลายๆ เส้น เพราะศาลฎีกาเพิ่งรับคดี สว.สำรอง ฟ้อง กกต.ให้เพิกถอนการรับรองคุณสมบัติ สว.อำนาจเจริญ 2 ราย โดยมิชอบ



แม้จะยังถกเถียงกันอยู่ว่า เป็นการ “รับคำฟ้องทางธุรการ” หรือ “รับฟ้องแล้วจริงๆ”​ แต่ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะหากองค์คณะผู้พิพากษานัดตรวจพยานหลักฐาน และพิจารณาอำนาจฟ้องแล้ว ศาลมองว่า สว.สำรองมีอำนาจฟ้อง... เรื่องใหญ่แน่!!!



โดยศาลแจ้งนัดเอาไว้วันที่ 27 ต.ค. ถือเป็นอีกวันหนึ่งที่ชี้ชะตา กกต. ถ้าฟ้องตรงได้ จะเข้าทางฝ่ายค้าน และภาคประชาชนฝ่ายตรวจสอบแบบจังๆ เพราะหลักฐานที่แฉกันทั้งหมดจะทะลักสู่ศาลฎีกา โดยเฉพาะเอกสาร “คณะ 26”


นี่คือ “คดีชั้น 14” ภาค 2 สยองระบอบน้ำเงิน


แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เคยคิดไหมว่า มีเหตุผลอะไรรองรับ ถ้า กกต.ตัดสินใจลุยไฟ “ยกคำร้อง” ไม่ว่าจะทั้ง 229 คน หรือบางส่วน ผมรวมเหตุผล หรือช่องลอดทางกฎหมายมาไว้เผื่อพิจารณาร่วมกัน


 1. ไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อ => ความหมายคือ 7 เสือ กกต.ไม่เชื่อหลักฐานที่ “คณะ 26” เชื่อ หรือรวบรวมมา


 2. บางข้อหาใน 6 ข้อหา มีโทษทางอาญาด้วย จึงต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัย มาตรฐานจึงมากกว่าแค่ “มีหลักฐานอันควรเชื่อ” โดยทั่วไป แต่ต้องมีหลักฐานอื่นๆ ยืนยันประกอบการกล่าวหา นอกเหนือจากพยานบุคคล


 3. ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ มีแต่พยานบุคคลกล่าวหา นั่นคือมาตรฐาน “4 ไม่” ได้แก่ ไม่มีภาพถ่าย ไม่มีข้อมูลโทรศัพท์ ไม่มีข้อมูลทางไลน์ และ ไม่มีเส้นเงิน


คดีฮั้ว สว.มีจุดบอด?  แง้มช่องลอด 'ยกคำร้อง'





 - กรณีอ้าง “ประจักษ์พยาน” ก็มีพยานบางคนกลับคำให้การ ทำให้การกล่าวหาไม่น่าเชื่อถือ เรื่องนี้ กกต.ไม่ต้องสรุปว่า เชื่อคำให้การใหม่หรือเก่า แต่สรุปได้เลยว่า พยานปากนี้ไม่น่าเชื่อ ฉะนั้นข้อมูลที่กล่าวหาตอนแรก ก็จะตกไปด้วย


 - พยานบางราย ถูกกล่าวหาจากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่า “ถูกจ้างหรือกดดันให้มาใส่ร้าย”


 - “โพยฮั้ว” ที่เป็นหลักฐานเอกสารสำคัญ เชื่อมโยงไม่ได้ว่าเป็นของใคร และมีพยานบางรายอ้างว่า “ทำขึ้นทีหลัง” จากขบวนการใส่ร้าย ซึ่ง 7 เสือ กกต.อาจเชื่อข้อมูลนี้ และสั่ง “ยกคำร้อง”


 - ช่องลอดทางเทคนิคกฎหมาย กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคแรกเขียนเอาไว้ชัดว่า กกต.จะส่งศาล หากมีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการกระทำทุจริต “ของผู้สมัคร” เท่านั้น


รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 “…ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือก (สว.) แล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า **ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทําการทุจริต ในการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้อง ต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”


คือสิ่งที่ “เลขาฯแหวง” เคยพูดเอาไว้ว่า ต้องมีเงื่อนไขว่า “มีหลักฐานทุจริตโยงถึงตัวผู้สมัคร” เท่านั้น จึงจะส่งศาลได้


งานนี้ฝ่ายค้านก็เห็น คุณไอติม พริษฐ์ จึงหันไปอ้าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 แทน


มาตรา 62 เมื่อคณะกรรมการประกาศผลการเลือกตามมาตรา 42 วรรคสอง แล้ว ถ้ามี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ***ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น”


จับตาดูให้ดีว่า กกต.จะใช้เหตุผลว่า รัฐธรรมนูญใหญ่กว่า “กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ” เป็นช่องลอดในเรื่องนี้






เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.