เดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานด้านเสถียรภาพการเงินออกมาใกล้กันสองฉบับ คือรายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เมื่ออ่านคู่กัน ผู้เขียนพบว่าความเสี่ยงของโลกและของไทยมีธรรมชาติต่างกันชัดเจน หากเปรียบกับอาการป่วย โลกกำลังเสี่ยงภาวะ “หัวใจวาย” ที่เกิดฉับพลันจากการปรับราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง ขณะที่ไทยเผชิญ “โรคเรื้อรัง” ที่สะสมอยู่ในฐานรากของเศรษฐกิจมานาน
IMF ประเมินว่าความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินโลกอยู่ในระดับสูง แม้ตลาดจะยังยืนได้ดีจากกำไรบริษัทและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ เพราะพื้นที่นโยบายการคลังและการเงินแคบกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
โดยชนวนที่เร่งด่วนที่สุดคือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่หนี้สูงขึ้นแต่อายุหนี้สั้นลง
อย่างไรก็ดี ภาพล่าสุดเริ่มดีขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ที่ประมาณ 5.3% มาอยู่ราว 5.07% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย
สะท้อนว่าแม้ตลาดจะกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐ แต่เมื่อเกิดแรงกระแทก พันธบัตรสหรัฐก็ยังทำหน้าที่สินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ได้ในระดับหนึ่ง ความเสี่ยงด้านนี้จึงคลายลงบ้าง แต่ยังไม่หายไป
ชนวนที่สองคือหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง IMF ชี้ว่าความเสี่ยงได้ย้ายจากมูลค่าหุ้นไปอยู่ที่ “หนี้” และการระดมทุนแบบหมุนวน (circular financing) คำเตือนนี้ปรากฏเร็วกว่าคาด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลกสูญเสียมูลค่ารวมกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ จากความกังวลต่อต้นทุนการระดมทุนและงบดุลที่พึ่งพาหนี้
ถึงกระนั้น ผู้เขียนมองว่าการปรับฐานเป็นครั้งคราว เปรียบเหมือนการ “ระบายความดัน” ที่ช่วยลดการใช้เงินกู้เกินตัวและบังคับให้นักลงทุนแยกบริษัทที่มีกระแสเงินสดจริงออกจากบริษัทที่พึ่งหนี้ ตราบใดที่ไม่ลุกลามสู่ตลาดสินเชื่อวงกว้าง ก็อาจเป็นยาขมที่ช่วยลดทอนฟองสบู่ได้บ้าง
ตัวแปรที่ไม่แน่นอนที่สุดคือราคาน้ำมัน ซึ่งเหวี่ยงได้ทั้งสองทาง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับจากเดือนพฤษภาคม หลังอิหร่านยกระดับการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ หากการเจรจาคืบหน้า ราคาอาจลดลงเร็วและช่วยบรรเทาเงินเฟ้อ แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาด
IMF เตือนว่ากันชนของตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนแอบางลง และกรณีอินโดนีเซียคือตัวอย่างที่ชัดเจน หลัง MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจลดสถานะอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ข้ามขั้นไปเป็นตลาดเอกเทศ (standalone) จากปัญหาธรรมาภิบาลและการปั่นราคาหุ้น
ตลาดหุ้นอินโดนีเซียทรุดหนักที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี แรงเทขายลามไปยังตลาดพันธบัตรและค่าเงินรูเปียห์ ขณะที่ต่างชาติขายสุทธิสูงเป็นประวัติการณ์ ซ้ำเติมด้วยผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ยังสูงจนสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่น่าสนใจน้อยลง
บทเรียนสำคัญคือ ในยุคที่ต้นทุนเงินทุนโลกสูง ตลาดที่พึ่งพาเงินทุนต่างชาติและมีจุดอ่อนเชิงสถาบันจะถูกลงโทษรวดเร็วและรุนแรง ไทยซึ่งเผชิญเงินทุนไหลออกสุทธิในไตรมาสที่สองจึงไม่ควรประมาท
ในส่วนของไทย ธปท. ประเมินว่าระบบการเงินไทยยังมีเสถียรภาพ ธนาคารมีเงินกองทุนและเงินสำรองสูง แต่สงครามตะวันออกกลางกระทบผ่านราคาพลังงาน การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของตลาดการเงิน
เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวเป็นพิเศษเพราะพึ่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 60% กลุ่มที่เปราะบางที่สุดคือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งสัดส่วนกิจการที่มีฐานะแข็งแรงลดลงจาก 22.7% ก่อนโควิด เหลือเพียง 7.7% ขณะที่ครัวเรือนราวหนึ่งในสามมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย และตลาดหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (high yield) มีอัตราผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว