KEY POINTS
เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้อ่อนค่าหนักแตะ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ จากปลายสัปดาห์ที่ 32.94 บาท หลังตลาดเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ พุ่งและทองคำร่วง กดดันเงินบาทเพิ่มเติม ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่ดันราคาน้ำมันขยับขึ้น ด้านกรุงไทยมองเงินบาทยังมี Two-way Risk พร้อมประเมินกรอบสัปดาห์ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เงินบาทเช้าวันนี้ (31 ส.ค. 2569) เคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 33.12-33.14 บาทต่อดอลลาร์ ณ เวลา 08.50 น. อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
แรงหนุนสำคัญมาจากการที่ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณชะลอกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย 2%
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับขึ้น 11 จุดฐาน สู่ระดับ 4.34% ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท
อีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นจากสัญญาณความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่รุนแรงขึ้นในช่วงเช้า ซึ่งมีผลต่อทั้งกระแสเงินทุนและต้นทุนการนำเข้าพลังงานของไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ที่ 33.05-33.25 บาทต่อดอลลาร์ โดยตลาดจะติดตามตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดและเครื่องชี้เศรษฐกิจไทยเดือนกรกฎาคม สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก
ด้านนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าที่ระดับ 33.16 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงอย่างหนักจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย
นับตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน หลังทะลุแนวต้านสำคัญบริเวณ 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32.89-33.19 บาทต่อดอลลาร์ ตามการตีความของตลาดต่อถ้อยแถลงของประธานเฟด Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium ว่ามีท่าที Hawkish มากขึ้น
ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะการประชุมเดือนกันยายน ทำให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวลงแรงและกลายเป็นอีกแรงกดดันต่อเงินบาท
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ตลาดให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และยอดตำแหน่งงานเปิด (JOLTS Job Openings) รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการจาก ISM
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาดัชนีด้านราคา รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดและรายงาน Beige Book เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงิน หลังล่าสุดตลาดให้น้ำหนักโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ประมาณ 56% และมีโอกาส 61% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ หลังสถานการณ์ร้อนแรงขึ้นและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นในตลาดเอเชียช่วงเช้าวันนี้
ฝั่งยุโรป ตลาดรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนสิงหาคมและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ตลาดประเมินโอกาส ECB ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ รวมถึงการประชุมเดือนกันยายน
ส่วนเอเชีย นักลงทุนจับตาทิศทางธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจจีนผ่าน PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนสิงหาคม และข้อมูลยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
สำหรับไทย ตลาดรอติดตาม PMI ภาคการผลิตและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากกระแส AI Boom และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ด้านแนวโน้มค่าเงินบาท กรุงไทย GLOBAL MARKETS มองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะทยอยอ่อนค่าต่อ หรือแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยในเชิงเทคนิค เงินบาทกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าในกรอบรายวัน หลังทะลุแนวต้าน 33 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง หรือ Two-way Risk ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตะวันออกกลาง และการปรับมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟด
หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจทำให้ตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด กดดันดอลลาร์และหนุนราคาทองคำ ซึ่งอาจช่วยให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้
กรุงไทยมองแนวรับสำคัญของเงินบาทบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 32.80-32.85 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 33.50 บาท และแนวต้านถัดไป 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์
สำหรับกรอบค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ประเมินที่ 32.85-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าอยู่ที่ 33.05-33.30 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมแนะนำผู้ประกอบการและนักลงทุนใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะ Options เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดการเงินในระยะสั้น