อุทัยวรรณ บัวเขียว
12 hrs

แปลงเงินกู้สองแสนล้านสู่ผลผลิตของชาติ: เริ่มจากปิดทางลงแม่น้ำของเงิน




แปลงเงินกู้สองแสนล้านสู่ผลผลิตของชาติ: เริ่มจากปิดทางลงแม่น้ำของเงิน บทความโดย พชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต.







เงินงบประมาณสองแสนล้านบาทที่กำลังเข้าสู่การปรับเปลี่ยนพลังงาน คือความฝันของประเทศไทยที่ควรจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 และไม่ควรจะอยู่ในสถานะดันเพดานเงินกู้สาธารณะจนเกือบชิดหัวแบบในปัจจุบัน ซึ่งการเร่งดำเนินการจะช่วยให้มีช่องว่างในการหายใจ และไม่สร้างความตึงเครียดให้กับสังคมจนเกินไป แต่สุดท้ายแล้วมาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา ณ จุดนี้คงต้องมาให้ความสำคัญกับทิศทางการใช้งบประมาณนั้น สิบปีให้หลังจากจุดที่ควรจะได้ใช้ จะใช้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดกับประเทศ


หลักของการกู้เงินมาใช้ 


ไม่ว่าจะระดับชาติหรือระดับบุคคล การกู้เงินคือภาระที่ต้องชำระในอนาคต การกู้เงินจึงจำเป็นต้องมองถึงความสามารถในการจ่ายคืน หากต้องกู้เงินมาเพื่อจ่ายรายจ่ายประจำจนสุดความสามารถในการกู้ (ของประเทศไทยกำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP) ก็จะอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงล้มละลาย 


การกู้เงินจึงควรเน้นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสในการเพิ่ม GDP ของประเทศ แผนของการใช้เงินสองแสนล้านจึงต้องมองบนหลักของการลงทุน ซึ่งการที่รัฐบาลชี้ว่าการกู้เงินสองแสนล้านเพื่อเปลี่ยนการใช้พลังงานอย่างเร่งด่วนนั้น สามารถระบุการลงทุนได้สองส่วน คือ 1) ลงทุนเพื่อลดต้นทุนรายจ่าย และ 2) ลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศ (GDP)



พชร นริพทะพันธุ์


การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงานของประเทศ 


ปัญหาของประเทศไทยคือการมีสถานะเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ซึ่งเป็นภาระงบดุลของประเทศมาโดยตลอด ความเร่งด่วนของเรื่องนี้จึงสะท้อนถึงสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นเมื่อสิบปีที่แล้ว เพื่อส่งเสริมแรงสนับสนุนธุรกิจและนวัตกรรมพลังงานสะอาด ที่จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ และเพิ่มความสามารถในการรักษาดุลการใช้พลังงานที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเรามีความสามารถผลิตได้เองบางส่วน และเป็นแนวทางของทั้งภูมิภาค


หากเราดำเนินการตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ในสมัยที่เรายังเป็นผู้นำขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดทุน การลงทุนและผลกำไรของเอกชนในช่วงเวลานั้นควรจะช่วยส่งเสริม S-Curve ด้านอุตสาหกรรมของประเทศ ช่องว่างของการสนับสนุน adder และ P/E multiplication ในตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ควรจะได้รับการนำกลับมาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต เพื่อสร้างทั้ง GDP และ GNP ให้กับประเทศ ถึงแม้จะพลาดโอกาสไปในช่วงเวลานั้น ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะปิดประตูถาวร เพราะในปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นผู้นำในภูมิภาค ถึงแม้เครื่องยนต์จะเก่าและช้าลงไปบ้างก็ตาม


การใช้เงินสองแสนล้านบาทของรัฐบาล ซึ่งใช้หลักเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Economics) เพื่อใช้ความสามารถของวงเงินที่มีเหลืออยู่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจภายในประเทศ ทั้งในด้านการลดรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ในภาคพลังงาน ซึ่งประกอบด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำกว่า 


เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ การใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า เช่น ระบบไฟฟ้า หรือการลดการใช้อุปกรณ์ปั่นไฟน้ำมันดีเซลในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการลงทุนในระบบการจ่ายไฟ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียระหว่างการส่งได้กว่า 15% นั่นแปลว่าจะได้พลังงานไฟฟ้ากลับมากว่า 8,000 เมกะวัตต์ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการรองรับไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่ระบบได้มากขึ้นและยาวนานขึ้นต่อวัน


อย่าทำผิดซ้ำสอง: ทำให้ EVs เป็นเหมือน Solar Farm 


ในอดีต การส่งเสริมพลังงานสะอาดในส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระทรวงพลังงานส่งเสริมผ่าน adder (การเพิ่มเงินตอบแทนจากราคาปกติ) เพื่อให้เกิดการลงทุนนั้น ในช่วงเวลานั้นเราได้รับอานิสงส์จากการพึ่งพาขนาดการผลิตแผ่นรับแสงและระบบรับไฟจากประเทศจีน จนทำให้ต้นทุนลดลงมากว่า 50% แต่สิ่งที่เสียไปคือโอกาสและความสามารถในการผลิตอุปกรณ์เหล่านั้นภายในประเทศ 


การได้ส่วนต่างจากต้นทุนที่ลดลงไม่ได้ถูกดึงกลับมาต่อยอด เพราะแนวทางนโยบายรัฐขาดความต่อเนื่อง และถูกขัดขาด้วยการรัฐประหาร การได้ต้นทุนที่ต่ำลงมาพัฒนาประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนเป็นสิ่งที่ดี แต่การวางแผนปรับเปลี่ยนและการวางกลยุทธ์ในการใช้ส่วนลดให้เป็นประโยชน์คือแผนที่รัฐบาลต้องระบุให้ชัดเจน


เช่นเดียวกับรถยนต์ EV ซึ่งมีลักษณะเดียวกัน คืออำนาจการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีน แต่โอกาสในการใช้ประโยชน์จากการปฏิวัตินวัตกรรมนี้อยู่ที่รัฐบาลไทย การหาจุดสมดุลระหว่างคุณภาพ ราคา และตลาด จึงจำเป็นต้องดำเนินการโดยด่วน ไม่เช่นนั้นเราก็จะเสียโอกาสในลักษณะเดียวกันกับเมื่อครั้งส่งเสริมพลังงานสะอาด


เป้าหมายคือโอกาสและประโยชน์ของประเทศไทย 


หากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมขอบช่องแคบมะละกา สามารถเป็นผู้ตั้งราคาน้ำมันดิบมาตลอดสามสิบปี ทั้งๆ ที่มีขนาดเพียงเท่ากับจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ไม่มีทรัพยากรแม้กระทั่งแหล่งเก็บน้ำสะอาดที่เพียงพอ และต้องพึ่งพาการนำเข้าทุกสิ่งอย่าง แต่กลับสามารถทำให้รายได้ประเทศและรายได้ต่อหัวมากกว่าประเทศไทยเป็นเท่าตัว 


ประเทศไทยก็ควรมองตัวเองว่าเราควรตั้งเป้าหมายจากทรัพยากรที่มี ทั้งดิน ฟ้า และอากาศ แล้วปรับมาเป็นพลังในการกำหนดราคาพลังงานไฟฟ้าสะอาด และราคาคาร์บอนในภูมิภาค ตลอดจนการใช้อำนาจและเสถียรภาพของตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ในการเชื่อมต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมและธุรกิจพลังงานสะอาดของภูมิภาค และตั้งราคาผลตอบแทนของภูมิภาคทั้งหมด


เริ่มจากการสร้างธุรกิจ การผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อ การสร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อ การตั้งหน่วยลงทุน การเข้าลงทุนในภูมิภาค การบริหารจัดการโครงข่าย และการกำหนดระบบจัดส่ง จัดเก็บ ตลอดจนการเทรดหน่วยพลังงานและหน่วยลงทุนทั้งหมด โดยเปิดให้เอกชนและตลาดทุนผนวกเสริมกับงบประมาณที่กู้มา มุ่งเป้าไปยังการสร้างหน่วยธุรกิจเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ ซึ่งรวมถึงการปฏิรูประบบเกษตรกรรมและระบบอุตสาหกรรมของประเทศไปพร้อมๆ กัน 


ที่สำคัญคือการสื่อสารให้ประชาชนได้รับรู้ว่า การปรับเปลี่ยนนี้จะต้องใช้เวลาเกินกว่าอายุของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่ทำไปเพื่อความมั่นคงของสถาบัน ประเทศ และลูกหลานคนไทย


สมองของภูมิภาค อำนาจละมุนของไทย และ S-Curve ที่จะได้จากเงินกู้สองแสนล้าน 


สิ่งหนึ่งที่ควรจะได้มาจากการลงทุนสองแสนล้านในครั้งนี้ คือความสามารถในการรองรับการลงทุนของอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างต่อเนื่อง หากนโยบายทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทยยังคงสถานะ "ไผ่ลู่ลม" ต่อไปได้ 


การลงทุนในโรงงานสมองอย่าง AI Data Center ก็จะยังคงไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการสร้างสมดุลโครงสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องนี้ ยังหวังว่ารัฐบาลจะเห็นภาพและเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดึงดูดการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เงินกู้สองแสนล้านมาช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และคุณสมบัติที่วางแกนห่วงโซ่อุปทานการผลิตอุปกรณ์ ให้เป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขการลงทุน เพื่อกระจายทรัพยากรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ให้กับภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และภาคครัวเรือนได้อย่างลงตัว


เพราะหากภาพรวมของราคาและคุณภาพน้ำ ไฟฟ้า และที่ดินมีความชัดเจนจากการลงทุนของรัฐในครั้งนี้ ประเทศไทยก็จะได้เป็น "สมองของภูมิภาค" และดึงห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ AI Data Center กลับมา ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โรงงานผลิตรถให้คนอื่นใช้ แต่เป็นผู้ผลิตสมองให้คนคิดแทน


รัฐบาลไทยกับความเชื่อโลกแบน 


ปัญหาของความเชื่อเรื่อง "โลกแบน" คือการมองว่าโลกอยู่ในสถานะคงที่ ไม่ขยับเขยื้อน ซึ่งต่างจากความจริงที่โลกกลมและมีการเคลื่อนตัวตลอดเวลาอย่างไม่หยุดนิ่ง รัฐบาลไทยกำลังอยู่ในสถานะโลกแบน เพราะทำงานบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง และไม่มีผลกระทบใดๆ หากไม่ทำอะไร แต่ในความเป็นจริง ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของมนุษย์คือเวลา เพราะเราไม่สามารถนำเวลากลับมาใช้ใหม่ได้ และมนุษย์ทุกคนมีเวลาจำกัด


ดังนั้น หากอยากสนับสนุนระบบราชการให้อยู่ในสถานะโลกกลม และขับเคลื่อนระบบโดยกลัวการเสียโอกาสมากกว่าการกลัวถูกจับผิด ประชาชนต้องหยุดส่งเสริมวัฒนธรรมการจับผิด แล้วหันมาส่งเสริมวัฒนธรรมการลงมือทำ การกล้าตัดสินใจ โดยไม่ยึดติดกับการสร้างภาพหรือวัตถุนิยม แต่ส่งเสริมความสามารถของบุคคล (Merit-based) ความเสียสละ และความกล้าลงมือทำ


เพราะสุดท้ายแล้ว "เวลาสำคัญกว่าเงิน" มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ หากการจับผิดทำให้ระบบราชการต้องหยุดนิ่ง คนไทยต้องวิเคราะห์ถึงโอกาสที่จะเสียไป ไม่ใช่เพียงแต่ขนาดหรือความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความมั่นคงของสถาบัน ประเทศ และประชาชน หากปรับเปลี่ยนแนวทางเป็นการมุ่งจับเฉพาะคนผิด ก็จะเปิดโอกาสให้คนที่มีความตั้งใจดีได้ทำงานให้กับประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


 



เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ หากคุณยังคงใช้ไซต์นี้ต่อไปหมายความว่าคุณยอมรับข้อกำหนดและเงื่อนไขและนโยบายความเป็นส่วนตัว.