หุ้น IBM ดิ่งเหว 25% ทำสถิติมูลค่าลดลงรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของไอบีเอ็ม หลังบริษัทออกโรงเตือนผลประกอบการไตรมาสสองต่ำกว่าคาด ถูกเทคฯเอไอเขย่า
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ราคาหุ้นของบริษัท International Business Machines (IBM) ร่วงลงร่วงกราวถึง 25% ในวันอังคาร (14 ก.ค. 69) หลังจากผู้ให้บริการด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และที่ปรึกษารายนี้เปิดเผยผลประกอบการเบื้องต้นของไตรมาสที่สองซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
การร่วงลงของหุ้นไอบีเอ็มในครั้งนี้นับเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยดิ่งลงลึกกว่าสถิติเดิมเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2530 (วัน Black Monday) ซึ่งในตอนนั้นหุ้นตกลงไป 23.7% ทั้งนี้ ข้อมูลการบันทึกสถิติการซื้อขายย้อนกลับไปได้ถึงปี พ.ศ. 2511 แม้ว่า IBM จะเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2459 ก็ตาม
บริษัทเทคโนโลยีรายนี้รายงานกำไรปรับปรุงแล้ว ที่ 2.93 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากรายได้ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะมีกำไร 3.01 ดอลลาร์ต่อหุ้น และรายได้ 1.786 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ FactSet
อาร์วินด์ กฤษณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) กล่าวโทษว่า ความล้มเหลวดังกล่าวเกิดจากความอ่อนแอในธุรกิจซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากลูกค้าได้เปลี่ยนงบประมาณการใช้จ่ายไปเป็นการซื้อฮาร์ดแวร์ เช่น ชิปหน่วยความจำแทน
“ในช่วงสองสามสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน เราเห็นลูกค้าเปลี่ยนงบลงทุน (capex) ประจำไตรมาสไปยังการซื้อเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และหน่วยความจำ เพื่อสำรองโครงสร้างพื้นฐานที่มีซัพพลายจำกัด ก่อนที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นตามที่คาดไว้” กฤษณะ เขียนในจดหมายถึงนักลงทุนของ IBM “แม้ว่าเราจะคาดการณ์ถึงผลกระทบด้านห่วงโซ่อุปทานไว้บ้างแล้ว แต่เราไม่ได้คาดคิดถึงขนาดของการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญของงบลงทุนที่รุนแรงขนาดนี้”
“สภาวะเหล่านี้บีบให้ทีมของเราต้องดำเนินงานอย่างไม่มีที่ติ ซึ่งในไตรมาสนี้เราทำพลาดไป เราไม่ได้ปรับตัวและขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วพอ ทำให้ดีลขนาดใหญ่หลายรายการไม่สามารถปิดได้ตามกำหนดเวลาที่คาดไว้ ซึ่งนี่คือสาเหตุหลักของยอดเงินที่ขาดหายไป” กฤษณะ กล่าวเสริม
เมื่อย้อนกลับไปในไตรมาสก่อนหน้าของ IBM รายได้จากซอฟต์แวร์ของบริษัทเติบโตขึ้น 11% เป็น 7.05 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ช่วยหนุนให้บริษัทรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยมีกำไรปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 1.91 ดอลลาร์ต่อหุ้น เทียบกับ 1.81 ดอลลาร์ที่นักวิเคราะห์คาดไว้
ส่วนรายได้ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 1.592 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ประเมินไว้ที่ 1.562 หมื่นล้านดอลลาร์เช่นกัน
การร่วงลงของหุ้นในวันอังคารนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่ยังคงดำเนินอยู่ว่า การเติบโตของเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเขย่า ธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ
“เครื่องมือ Mythos (โมเดล AI ที่โฟกัสงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์) กำลังทำให้ผู้คนหยุดคิดและตั้งคำถามว่า เดี๋ยวก่อน ฉันต้องจ่ายเงินไปกับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ มากแค่ไหนกันแน่? พวกเขาชะลอดีลใหม่ๆ เอาไว้จนกว่าจะได้คำตอบ” กฤษณะให้สัมภาษณ์กับ ซารา ไอเซน Sara Eisen ของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นบีซี ในวันอังคาร โดยอ้างอิงถึงโมเดล AI ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของ Anthropic “แต่เราไม่เห็นว่าซอฟต์แวร์ของเราจะถูก AI ดิสรัปต์แต่อย่างใด”
ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่อย่าง Micron และ SK Hynix ต่างกลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์ล่าสุดจากการขยายระบบนี้ เนื่องจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับการรันและการประมวลผลภาระงานด้าน AI (AI workloads) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ด้านตลาดหุ้นโดยรวมของสหรัฐ ดัชนี S&P 500 ปิดบวกในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หลังจากข้อมูลเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์
ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 0.38% ที่ระดับ 7,543.59 ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 ส่วนดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียง 9.63 จุด หรือ 0.02% ที่ 52,508.27 โดยหุ้นของ IBM กดดันดัชนีดาวโจนส์ หลังร่วงลงถึง 25% จากการที่บริษัทเตือนว่ากำไรไตรมาส 2 จะต่ำกว่าคาด เนื่องจากอุปสงค์ในธุรกิจซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานอ่อนตัว
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวหลังถูกเทขายในวันก่อนหน้า กองทุน ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ VanEck Semiconductor ETF (SMH) ปรับขึ้น 2.5% หุ้น Applied Materials และ Teradyne เพิ่มขึ้นมากกว่า 3% ขณะที่ Lam Research และ Micron Technology บวกประมาณ 5% และ STMicroelectronics ปรับขึ้นมากกว่า 2%
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนลดลง 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.5% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดยสื่อดาวโจนส์คาดไว้ที่การลดลง 0.2% และเงินเฟ้อรายปี 3.8% ทำให้ตลาดมองว่าแรงกดดันให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยลดลง และช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้น