‘ทรัมป์’ ยังคงภาษีเหล็ก 50% แต่ปรับเกณฑ์ใหม่ ยอมถอยให้สินค้าที่มีโลหะไม่ถึง 15% ช่วยผู้ประกอบการ หลังเอกชนโวยซับซ้อน-ต้นทุนพุ่ง
บลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาล “โดนัล ทรัมป์” ยืนยันเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้า เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงในอัตราสูงถึง 50% ต่อไป เพื่อกระตุ้นการผลิตในสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ยอมปรับกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อลดความยุ่งยากและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการ
ทำเนียบขาว เตรียมประกาศเกณฑ์ใหม่เพื่อแยกประเภทสินค้าให้ชัดเจน
ในการแถลงการณ์ เจ้าหน้าที่ได้ยกตัวอย่างสินค้าที่จะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนภาษีโลหะครั้งนี้ เช่น ไหมขัดฟัน ซึ่งแม้จะมีใบตัดโลหะชิ้นเล็กๆ ติดอยู่ แต่โดยรวมแล้วไม่ได้มีส่วนประกอบของเหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นจำนวนมาก รวมถึงสินค้าอย่าง เครื่องซักผ้า ก็คาดว่าจะได้รับผลดีจากการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน
แม้จะมีการผ่อนปรนในบางกลุ่ม แต่เจ้าหน้าที่ย้ำว่าสินค้าแปรรูปหลายชนิด เช่น ท่อเหล็กยังต้องเสียภาษี 50% และที่สำคัญคือ จะถูกคิดภาษีจากมูลค่ารวมทั้งหมดของสินค้าไม่ใช่คิดแค่ตามน้ำหนักเหล็กเหมือนแต่ก่อน ซึ่งจุดนี้เป็นประเด็นที่ภาคเอกชนเคยร้องเรียนว่าทำให้ต้นทุนพุ่งสูงเกินจริง
การปรับปรุงภาษีครั้งนี้อาศัยอำนาจตามกฎหมายขยายการค้าปี 1962 (Section 232) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ เพิ่งสั่งยกเลิกมาตรการภาษีรายประเทศบางส่วนของทรัมป์ไปเมื่อต้นปี อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้พยายามใช้อำนาจช่องทางอื่นในการสร้างกำแพงภาษีขึ้นมาใหม่แทน
นอกจากเรื่องโลหะแล้ว รัฐบาลยังขยายผลไปถึง "กลุ่มยา" โดยจะเก็บภาษีนำเข้าแพงขึ้นสำหรับบริษัทที่ไม่มีโรงงานในสหรัฐ หรือไม่ยอมร่วมมือกับรัฐบาลในการลดราคายาเพื่อประชาชน
ด้านนายจอน ทูมีย์ ประธานกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของอเมริกา (CPA) ออกมาสนับสนุนมาตรการนี้ โดยระบุว่าการปรับปรุงเกณฑ์จะช่วยให้ภาษีทำงานได้ตรงจุดมากขึ้น เพื่อปกป้องโรงงานและแรงงานในสหรัฐอย่างแท้จริง พร้อมทั้งช่วยให้การคำนวณภาษีที่เคยยุ่งยากซับซ้อนทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย