KEY POINTS
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (13 ต.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดลดลงเช่นกัน เนื่องจากหุ้นกลุ่มชิปปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนประเมินผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ที่ออกมาแบบผสมผสาน
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ร่วงลง 1.33% ตามด้วยหุ้นกลุ่มการเงินลดลง 0.41% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยทะยานขึ้น 1.74% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารดีดตัวขึ้น 0.88%
หุ้น Johnson & Johnson ร่วงลง 5.7% ซึ่งได้ฉุดหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ในดัชนี S&P500 ปรับตัวลง แม้บริษัทเปิดเผยกำไรที่สูงเกินคาด
หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวผันผวน โดยหุ้น Citigroup ร่วงลง 5.6% และหุ้น Goldman Sachs ปรับตัวลง 0.2% แม้ว่าธนาคารรายใหญ่ทั้งสองแห่งจะรายงานกำไรที่สูงเกินคาดก็ตาม

ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 180 จุด หุ้นชิปกดดันตลาด จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด
หุ้น Wells Fargo ร่วง 3.1% หลังจากธนาคารเปิดเผยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่หุ้น JPMorgan Chase ปรับตัวลง 0.9% หลังจากธนาคารเปิดเผยกำไรที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งนับว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับธนาคารรายใหญ่แห่งดังกล่าว
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ตลาดหุ้นฟิลาเดลเฟียลดลง 0.23% ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงติดต่อกัน 5 วันทำการ หลังจากฮอค ตัน ซีอีโอของบริษัท Broadcom ได้เปรียบเทียบกระแสเงินลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีว่ามีลักษณะเหมือนการพนันในคาสิโน นอกจากนี้ รายงานข่าวเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ CXMT บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำของจีน ยังได้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
หุ้น Micron Technology ร่วงลง 3.6% และหุ้น Applied Materials ดิ่งลงเกือบ 7% ขณะที่หุ้น Broadcom ขยับขึ้น 0.7%
ส่วนหุ้น Apple ปิดตลาดขยับขึ้น 0.1% แตะระดับ 341.27 ดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.98 ล้านล้านดอลลาร์

ดาวโจนส์ปิดตลาดลบ 180 จุด หุ้นชิปกดดันตลาด จับตา CPI สหรัฐฯ ชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด
นักวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองบวกต่อผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียน โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์โดยเฉลี่ยคาดการณ์ว่ากำไรไตรมาส 3 ของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเพิ่มขึ้นกว่า 30% โดยได้แรงหนุนส่วนใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI)
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนก.ย.ของสหรัฐฯ ในวันนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. และคาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.4% ในเดือนส.ค.