KEY POINTS
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค ประจำปี 2569 หรือ NECTEC-ACE 2026 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน”
เวทีดังกล่าวนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Tech) ที่ไทยควรเตรียมความพร้อม ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Technology) การสื่อสารผ่านอวกาศ (Space Communication) และ Physical AI ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการใช้ชีวิตในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว.
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Power up Thailand with Frontier Technologies” ว่า ในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมต่อเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดย อว. ร่วมกับเนคเทค สวทช. และพันธมิตร เดินหน้าใน 4 ทิศทางสำคัญ
ประกอบด้วย ด้านแรก Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบ Siam Silica เพื่อพัฒนาระบบนิเวศตั้งแต่การออกแบบ การบรรจุขั้นสูง และการทดสอบ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ด้านที่ 2 คือ Quantum Technology ซึ่งต้องเตรียมทั้งบุคลากร พื้นที่ทดลองใช้งาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการเข้ารหัสข้อมูลที่รองรับยุคควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC)
ด้านที่ 3 คือ เศรษฐกิจสุขภาพ ที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพของไทยไปสู่บริการและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และด้านที่สี่คือ Space Economy ตั้งแต่การพัฒนาดาวเทียม การใช้ประโยชน์จากข้อมูลอวกาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย กล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ไทยขยับจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาและผู้สร้างเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เนคเทค สวทช. มีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล วางรากฐานด้านมาตรฐานและระบบนิเวศนวัตกรรม รวมถึงผลักดันงานวิจัยเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริง

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช.
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และดิจิทัลขั้นสูง ภารกิจของ สวทช. ในฐานะกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยของประเทศ คือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ Frontier Technology สามารถนำมาต่อยอดและตอบโจทย์ประเทศได้จริง
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 40 ปี เนคเทคได้ทบทวนบทบาทด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานดิจิทัล การสนับสนุนแผนไอทีระดับประเทศ ตลอดจนงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้จริง เช่น Thai School Lunch, KidBright, DentiiScan และ TPMAP สำหรับทิศทางในระยะต่อไป เนคเทคเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีที่ไทยควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า 3 ด้าน
1. Quantum Technology เน้นการวิจัยด้านการเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม หรือ PQC รวมถึง Quantum Sensing ในบางประเภท เพื่อรองรับผลกระทบจากเทคโนโลยีควอนตัมที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
2. Space Communication โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ซึ่งมีแนวโน้มเข้ามาใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและองค์ความรู้ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคคอมพิวเตอร์และ IoT
และ 3. Physical AI ซึ่งเป็นการขยายขีดความสามารถของ AI จากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพ ทำให้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลต่อภาคการผลิตและบริการในอนาคต

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค
ดร.ชัย กล่าวว่า การศึกษาทั้ง 3 เทคโนโลยีตั้งแต่ระยะนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยมีองค์ความรู้และความพร้อมก่อนเทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ขณะที่งานวิจัยของเนคเทคต้องเดินหน้าจากการทดลองไปสู่การใช้งานและส่งต่อประโยชน์สู่ประชาชน
สำหรับ NECTEC-ACE 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 18 โดยมีหน่วยงานภาครัฐร่วมสนับสนุนมากกว่า 30 หน่วยงาน และมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน ภายในงานมีการนำเสนอผลงานและโซลูชันด้าน AI ควอนตัม นวัตกรรมการเกษตร การแพทย์ และเทคโนโลยีสำหรับภาคการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 5.0